เกษตรเขต 5 สงขลา แจ้งปรับปรุงและขึ้นทะเบียนเกษตรกรมีเพื่อรักษาสิทธิ์ของท่าน
เกษตรเขต 5 สงขลา แจ้งปรับปรุงและขึ้นทะเบียนเกษตรกรมีเพื่อรักษาสิทธิ์ของท่าน

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการรับขึ้นทะเบียนทะเบียนเกษตรกรในกลุ่มผู้ปลูกพืชทำไร่นาสวนผสมทำนาเกลือและเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจจากเกษตรกรที่ทำการเกษตรในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์และไม่มีเอกสารสิทธิ์เพื่อต้องการทราบสถานการณ์การเพาะปลูกของเกษตรกรประมาณการผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในช่วงเวลาต่างๆได้อย่างถูกต้องโดยเกษตรกรจะต้องเป็นผู้มาแจ้งขึ้นทะเบียนที่สำนักงานเกษตรอำเภอตามที่ตั้งแปลงปลูกเมื่อได้เริ่มทำการเกษตรใหม่และต้องแจ้งปรับปรุงข้อมูลทุกครั้งที่มีการเก็บเกี่ยวแล้วทำการเพาะปลูกใหม่ไปแล้ว 15 วัน
ทะเบียนเกษตรกร คือข้อมูลครัวเรือนผู้ประกอบการเกษตรที่แสดงสถานภาพการประกอบอาชีพการเกษตรของครัวเรือน ประกอบด้วยข้อมูล 9 ด้าน ได้แก่ 1.ข้อมูลพื้นฐานครัวเรือน 2.สมาชิกครัวเรือนและการเป็นสมาชิกองค์กร 3.การถือครองที่ดินเพื่อการเกษตร 4.การประกอบกิจกรรมการเกษตร 5.การเข้าร่วมโครงการภาครัฐ 6.รายได้ 7.หนี้สิน 8.เครื่องจักรกลการเกษตร และ9.แหล่งน้ำ
ในส่วนของวิธีการแจ้งขึ้นหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรทำได้หลายช่องทาง ได้แก่ ให้เกษตรกรติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ทำการเกษตร หรือแจ้งผ่านอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) แจ้งผ่านสมุดทะเบียนเกษตรกรอิเล็กทรอนิกส์หรือแอปพลิเคชัน DOAE Farmbook ซึ่งแอปพลิเคชันนี้จะทำให้เกษตรกรทราบข้อมูลของตนเองได้ตลอดเวลา และสะดวกในการติดต่อกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
ประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับจากการขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร 1.เป็นเอกสารยืนยันตัวตนความเป็นเกษตรกร 2.ใช้เป็นฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรในการพิจารณาช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประสบภัยพิบัติ หรือมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ ของรัฐ 3. เกษตรกรได้รับสิทธิความช่วยเหลือในกรณีประสบภัยพิบัติ หรือตามมาตรการแก้ปัญหาและจ่ายเงินชดเชยเยียวยาจากภาครัฐ
นายสุพิท จิตรภักดีผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศผู้นำเข้าผลไม้ส่วนใหญ่ อาทิ ประเทศจีน ได้มีเงื่อนไขด้านคุณภาพสินค้าที่จะต้องผลิตในระบบ GAP และผ่านจุดรวบรวมผลผลิตที่ได้รับ GMP ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลเพื่อการส่งออกต้องปรับตัวเพื่อเข้าสู่ระบบและยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว โดยเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลจะขอรับรองมาตรฐาน GAP ได้นั้น จะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรแล้วเท่านั้นและได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีประกาศ ลงวันที่ 5 เมษายน 2562 เกี่ยวกับการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 และมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
โดยมีประเด็นที่เกี่ยวข้อง คือ เกษตรกรที่จะใช้สารพาราควอต และไกลโฟเสต จะต้องเป็นเกษตรกรที่ปลูก ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด ไม้ผล ยางพารา และอ้อย เท่านั้น ส่วนเกษตรกรที่จะใช้สารคลอไพริฟอส จะต้องเป็นเกษตรกรที่ปลูกพืชไร่ ไม้ดอก ไม้ประดับ และไม้ผล เท่านั้น และกำหนดพื้นที่ห้ามใช้สารเคมีทั้ง 3 โดยห้ามใช้ในพื้นที่ปลูกพืชผักหรือพืชสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ โดยเกษตรกรจะใช้สารเคมี ทั้ง 3 ชนิดนี้ได้จะต้องผ่านการอบรมและหรือผ่านการทดสอบหลักสูตรการใช้สารเคมีที่ถูกต้องและปลอดภัย ดังนั้น เกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้ 3 สารนี้ ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อแสดงสิทธิ์ในการเข้ารับการอบรม การทดสอบและการซื้อถึงจะมีสิทธิในการซื้อตามปริมาณที่ได้รับการควบคุมได้
นายสุพิท จิตรภักดีได้กล่าวว่า ในส่วนของภาคใต้ มีฐานข้อมูลครัวเรือนทะเบียนเกษตรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรแล้วจำนวน 1,185.461 ครัวเรือนปัจจุบันมีเกษตรกรมาปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรแล้ว จำนวน 627,474ครัวเรือน และได้เน้นย้ำว่า ขอให้เกษตรกรมาปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบันเพื่อสิทธิประโยชน์ของเกษตรกรเอง หากเกษตรกรไม่มาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรภายใน 3 ปี (นับถัดจากวันที่ 23 มิ.ย. 60 ) ซึ่งจะตรงกับวันที่ 23 มิถุนายน 2563 กรมส่งเสริมการเกษตรจะดำเนินการตัดบัญชีทะเบียนเกษตรกรออกจากระบบ จะทำให้เกษตรกรหมดสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือต่าง ๆ จากภาครัฐจึงขอเชิญชวนให้เกษตรกรมาแจ้งขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ ณ สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่
