ด้านคุณกาญจนนี สิริกรกุล กล่าวถึงการออกกำลังกายของคนอ้วน ไว้ว่าในส่วนของการการออกกำลังกายของที่เป็นโรคอ้วนนั้น เพียงแค่เพิ่มกิจกรรมที่ทำให้ขยับร่างกายมากขึ้น อย่างเช่นการทำงานบ้าน และให้การออกกำลังกายแล้วแต่คนชอบ ก็เพียงพอแล้ว เช่น ชอบปั่นจักรยาน ชอบว่ายน้ำ รวมไปถึง การเดินง่ายๆ ใช้เวลายาวนานอย่างเหมาะสม หรืออย่างน้อย 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็จะช่วยผู้ป่วยโรคอ้วนได้เป็นอย่างมาก เทคนิคสำคัญการออกกำลังกายให้ได้ผล ใช้หลักการง่ายๆ กิน เท่ากับออกกำลังกาย จะได้รูปร่างเท่ากับเท่าเดิม ถ้าอยากลดลงต้องควบคุมอาหารและการออกกำลังกายไปพร้อมๆกัน
นพ.วรุตม์ อุ่นจิตสกุล เผยถึงความรู้สึกคนอ้วนว่า คนอ้วนก่อนจะมาเจอหมอจะกังวลเรื่องภาพลักษณ์ เพราะเป็นปมด้อยทำให้ไม่มั่นใจในตนเอง ในบางรายจะมีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย และมีปัญหาเรื่อง วิธีการแก้ปัญหา เช่น เวลาเครียดก็จะกิน อย่างนี้ไม่เหมาะสม ถ้ามาหาหมอ หมอก็จะแนะนำให้ออกไปหาเพื่อน ไปเดินเล่น เป็นต้น อีกอย่างที่สำคัญคือเรื่องแรงจูงใจจะเป็นอะไรที่หนักใจมากกว่า เพราะถ้าหากผู้ป่วยโรคอ้วนเข้ารับการผ่าตัด แต่หลังผ่าแล้วไม่ไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ก็คงจะไม่ดีแน่ หมอจะพูดคุยเรื่องของ สิ่งที่เขาต้องการที่จะแก้ปัญหาในระยะยาว จะโซลูชั่นโฟกัส ว่า อะไรจะทำให้เขาเปลี่ยนไปด้วยแรงจูงใจ ซึ่งจะเป็นขั้นตอนก่อนจะเข้าสู่กระบวนการผ่าตัด เพื่อให้การรักษาได้ผลที่สุด

นพ.กำธร ยลสุริยันวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านศัลยกรรมผ่าตัดส่องกล้อง และศัลยกรรมโรคอ้วน เปิดเผยว่า การให้ความรู้ในวันนี้ เป็นช่องทางในการไม่ให้เกิดผู้ป่วยโรคอ้วน และช่วยให้ผู้ป่วยโรคอ้วนได้มีเทคนิคและกำลังใจในการลดน้ำหนัก แต่หากผู้ป่วยลดน้ำหนักด้วยวิธีการควบคุมอาหารและออกกำลังกายไม่สำเร็จ ก็จะมีทางเลือกทางอื่น ๆ อาทิ การผ่าตัดในการรักษาโรคอ้วน ซึ่งมีหลักการสำคัญง่าย ๆ คือทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ร่างกายดูดซึมพลังงานจากอาหารได้น้อยลง ให้ร่างกายจำเป็นต้องนำไขมันส่วนเกินออกมาใช้ เพื่อเป็นพลังงานแก่ร่างกายให้เพียงพอ ซึ่งการผ่าตัดนั้น จะสามารถทำได้หลัก ๆ 3 วิธี ได้แก่
1. การผ่าตัดรัดกระเพาะอาหาร โดยนำห่วงมารัดกระเพาะอาหารส่วนต้นให้อาหารผ่านเข้าสู่กระเพาะได้ช้าลง จะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ทานอาหารได้น้อยลง คนไข้จะค่อย ๆ ผอมลง
2. การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร คือการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะให้เหลือเพียงท่อขนาดเล็ก ทำให้คนไข้อิ่มเร็วขึ้น ทั้งยังช่วยลดฮอร์โมนกระตุ้นความหิว และ
3. การบายพาสลัดทางเดินอาหาร หรือการตัดต่อลำไส้ ทำโดยการตัดกระเพาะอาหารส่วนต้นมาต่อเข้าโดยตรงกับลำไส้เล็กเลย ทำให้อาหารลัดผ่านกระเพาะอาหารไปย่อยที่ลำไส้เล็กส่วนล่าง ร่างกายจึงดูดซับพลังงานจากอาหารได้น้อยลง ช่วยให้นำไขมันส่วนเกินออกมาใช้เป็นพลังงานแก่ร่างกายได้เร็วขึ้น
แม้ว่าการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคอ้วน จะดูค่อนข้างน่ากลัว แต่การผ่าตัดทั้งหมดสามารถทำได้โดยการส่องกล้อง ไม่จำเป็นต้องเปิดแผลกว้างเหมือนการผ่าตัดทั่วไป และการผ่าตัดดังกล่าวนั้น มีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิตน้อยมาก แต่อย่างไรก็ตามการลดความอ้วนด้วยวิธีการธรรมชาติ ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดน้ำหนัก ซึ่งนอกจากจะไม่ต้องกังวลกับภาวะแทรกซ้อนในการผ่าตัดแล้ว การลดน้ำหนักด้วยตนเอง ยังเป็นการเสริมสร้างวินัย และยังช่วยให้สุขภาพกาย สุขภาพจิตแข็งแรงอีกด้วย
แน่นอนว่า การรักษามีการพัฒนาอยู่เรื่อยๆ อยู่แล้ว แต่วิธีมาตรฐานคือวิธีที่ได้บอกไป ในอนาคตจะมีวิธีเพิ่มอีกแต่อยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัย รอดูผลว่าวิธีใหม่ๆ ว่าจะได้ผลมากกว่าเดิมหรือไม่ สำหรับในอนาคตก็อาจจะมีแนวโน้ม นำวิธีการใหม่ๆ มาปรับใช้กับคนใช้ที่เหมาะสม
นพ.สิริพงศ์ ชีวธนากรณ์กุล ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนเพิ่มเติมด้วยว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาคือ การดูแลคนไข้แบบองค์รวม จะเห็นว่า ที่ ม.อ.จะมีผู้เชี่ยวชาญ ทีมหมอ ทีมพยาบาล และบุคลากรต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม ช่วยกันดูแลผู้ป่วย ไม่ใช่แค่ขั้นตอนการผ่าตัดแต่รวมไปถึงขั้นตอนทั้งก่อนผ่าตัด การปรับพฤติกรรม และหลังผ่าตัด การทำกายภาพ การออกกำลังกาย เป็นต้น การเป็นโรคอ้วนจะทำให้เรามีโอกาสเป็นอีกหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดัน หัวใจ โรคตา มะเร็ง ยิ่งถ้ามีประชากรอ้วนอยู่เยอะจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม ตามสถิติตอนนี้ คนอ้วนจะมี 1 ใน 10 ของคนทั่วไปแล้วด้วย
คุณมีนา ทองวงศ์ พยาบาลผู้เชี่ยวชาญแผนกให้คำแนะนำก่อนหลังทำหัตถการ กล่าวว่า เมื่อมาถึงขั้นตอนการรักษา ในส่วนตัวของเอง พยาบาลเอง จะถูกคาดหวังจากคนไข้ว่าจะเป็นคนที่ถามได้ทุกเรื่อง และหน้าที่ของพยาบาลจะต้องประสานงานกับทุกส่วนเพื่อให้คนไข้ได้รักษาอย่างเต็มที่ พยาบาลต้องทำทุกอย่างประสานงานให้คนไข้ประสบความสำเร็จในการรักษาและการดูแลตัวเอง ทั้งก่อนผ่าตัดและหลังผ่าตัด ต้องให้คนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดมาตรวจตามนัด เพื่อความปลอดภัย และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่คนไข้

งานนี้ มีผู้ป่วยโรคอ้วนหลายคนมาร่วมแชร์ประสบการณ์ตั้งแต่ตอนอ้วนสุดจนได้เข้ารับการผ่าตัด และกลับมามีรูปร่างที่เป็นปกติ คุณโอ๊ด หนุ่มอ้วนอดีตเจ้าของน้ำหนัก 170 กิโลกรัม รับการผ่าตัดจนปัจจุบันเหลือเพียง 90 กิโลกรัม และที่ไฮไลน์เรียกเสียงฮาและเสียงชื่นชมจากผู้ร่วมสัมมนาเป็นอย่างมากคือ คุณโหน่ง ผู้ที่เป็นโรคอ้วนจนเดินไม่ได้ น้ำหนักเยอะสุด 214 กิโลกรัม เข้ารับการผ่าตัด ปัจจุบันน้ำหนัก 115 กิโลกรัม คุณโหน่งเล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนจังหวัดกระบี่ นิสัยเป็นคนอารมณ์ดี ไม่เครียดกับชีวิต สาเหตุที่อ้วนเลยคือพฤติกรรมการกิน ทานเยอะมาก ไม่ได้ออกกำลังกาย จนเริ่มอ้วนขึ้นเรื่อยๆ อยากจะมารักษาแต่เดินไม่ได้ เคยหมดหวังมาแล้ว จนมาวันนึง ได้เห็นกระดาษที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการรักษาของคุณหมอ กำธร จึงได้โทรหา นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเลย
“ใจคิดเลยอยากทำเพื่อลูก เพราะลูกของตน ไม่เคยบ่นน้อยใจเรื่องความอ้วนของพ่อเลย เลยอยากมีชีวิตอยู่เพื่อลูก ในหัวอกความเป็นพ่ออยากมีชีวิตเพื่อที่จะได้ดูแลเขา” คุณโหน่งกล่าว เมื่อได้เข้ารับการรักษา ก็ปฎิบัติตามขั้นตอนที่คุณหมอ และพยาบาลแนะนำทุกอย่าง จนน้ำหนักลดลงมาได้ถึงขนาดนี้
มาถึงตรงนี้ ผู้ป่วยโรคอ้วนหลายคนคงจะกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายกันแล้ว บอกได้เลยสำหรับคนที่รักษาโรคอ้วนนั้น จะสามารถใช้สิทธิ์ที่ตนมีอยู่ก่อนได้อย่างเต็มที ไม่ว่าจะเป็น ประกันสังคม สิทธิ์เบิกตรงของข้าราชการ เป็นต้น โดยสามารถสอบถามกับเจ้าหน้าที่ก่อนได้เลย แต่หากใครไม่มีสิทธิอะไรเลยก็จะมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดโรคอ้วนโดยมูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์
นพ.กำธร ยลสุริยันวงศ์ กล่าวปิดท้ายว่า การจัดงาน “สุดสัปดาห์ สู้ภัยอ้วน” จะมีการจัดอีกแน่นอน แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบงาน ครั้งหน้าอาจจะเจาะกลุ่มมากขึ้น หรืออาจลงไปที่กลุ่มเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพราะเป็นกลไกสำคัญที่คนจะเข้าถึงข้อมูล และสำหรับผู้สนใจปรึกษาเรื่องโรคอ้วน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่คลินิกศัลยกรรมโรคอ้วน โทรศัพท์ 074- 451-760 -1 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00-16.30 น. และวันเสาร์ เวลา 9.00-12.00 น.


























