มหาวิทยาลัยทักษิณ สร้างองค์ความรู้จากผืนนา คืนสุขสู่ชุมชน
พื้นที่นา 1 ไร่ ของชาวบ้านบ้านกล้วยเภา ต.ดอนประดู่ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง
ได้รับการปรับเปลี่ยนให้เป็นแปลงทดลองเพื่อศึกษารูปแบบการจัดการนาผสมผสานระบบอินทรีย์เลี้ยงปล
าในนาข้าว โดยทีมวิจัยของสถาบันปฏิบัติการชุมชนเพื่อการศึกษาแบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยทักษิณ
เมื่อได้ผลการวิจัยแล้วจึงนำกลับคืนความรู้สู่ชุมชน
องค์ความรู้นี้เกิดจากการทำงานร่วมกันของมหาวิทยาลัยและนักวิจัยชุมชน ซึ่งทำงานร่วมกันทุกกระบวนการ
ตั้งแต่เริ่มพัฒนาแปลงทดลอง ดูแลรักษา เก็บข้อมูลเพื่อการวิจัย เก็บเกี่ยวผลิตและทดลองแปรรูปจำหน่าย
สมาชิกชุมชนจึงมีความรู้สึกเป็นเจ้าของผืนนาแห่งนี้ สนใจติดตามผลจากการศึกษาวิจัย
นางสาวจิตรา จันโสด หัวหน้าทีมวิจัยให้ข้อมูลว่า รูปแบบการจัดการนานี้ใช้ชื่อว่า “โมเดลนาสร้างสุข”
ใช้ระบบเกษตรอินทรีย์ วิถีพอเพียงบนพื้นที่นา 1 ไร่ มีการทำนาข้าวสังข์หยดอินทรีย์ร่วมกับการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย
10,000 ตัว ได้ผลผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์ 400 กก./ไร่
เนื่องจากปัญหาอุทกภัยซึ่งน้อยกว่าปีที่ผ่านมาบนผืนนาแปลงเดียวกันทำได้ 700 กก./ไร่
วิธีการปักดำด้วยจำนวนต้นกล้า 3 ต้นต่อกอระยะห่าง 25x25 ซม. ใส่ปุ๋ยอินทรีย์สูตร ICOFIS ในช่วงข้าวอายุ 30
วันหลังปักดำครั้งเดียว ทำให้ต้นข้าวเติบโตได้ดี วิธีการนี้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้
ส่วนปลาดุกมีอัตราการรอดร้อยละ 80 ได้น้ำหนักปลารวม 1,314 กก.
ได้นำผลผลิตไปตรวจหาสารสำคัญแสดงปริมาณคุณค่าทางโภชนาการ และคำณวนต้นทุนการผลิต
เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตจริงของชุมชน เช่น ใช้เพื่อวางแผนการควบคุมต้นทุน
และการประเมินความคุ้มทุนในระยะต่างๆ
นางสาวพิมพ์ชนก แก้วอุดม นักวิชาการที่ดูแลด้านการเพิ่มมูลค่าผลผลิต
ได้ทดลองแปรรูปปลาดุกเป็นปลาดุกแดดเดียวเพื่อจัดจำหน่าย “สถาบันฯ ได้ถ่ายทอดกระบวนการแปรรูป ขั้นตอน
สูตรและอธิบายความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์ของปัจจัยที่มีต่อคุณภาพผลผลิตให้ชุมชนเข้าใจ
แนะนำโอกาสในการเพิ่มมูลมูลค่า เช่น การสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้า การแสดงคุณค่าทางโภชนาการ
การใช้บรรจุภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่องการเก็บรักษาและนำไปเป็นของฝากได้ เป็นต้น”
นายพนม อินทรีย์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 บ้านกล้วยเภา ได้เป็นตัวแทนของชุมชนขอบคุณมหาวิทยาลัยทักษิณ
ที่พัฒนาองค์ความรู้เพื่อให้ชุมชนได้นำไปใช้ประโยชน์
และในปีนี้ก็จะนำระบบการจัดการนานี้ไปใช้ในครัวเรือนของตนเองด้วย
นอกจากนี้ผู้ใหญ่พนมยังให้ข้อมูลว่าสถานการณ์ของการจำหน่ายข้าวอินทรีย์ยังคงขึ้นอยู่กับกลไกทางสังคม
การพัฒนาระบบกลุ่มที่เข้มแข็ง เช่นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนน่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง
ในมิติด้านความสุขชุมชนเห็นพ้องต้องการว่าโมเดลนาสร้างสุขเป็นการนำศาสตร์พระราชาผนวกกับศาสตร์สากลมา
ใช้สร้างความมั่นคงทางอาหาร มีความสุขจากการใช้เวลาร่วมกันในครอบครัวและในชุมชน
เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในชุมชนและมีกิจกรรมต่อเนื่อง
ทำให้ในระยะเวลาที่ผ่านมาชุมชนบ้านกล้วยเภาเป็นที่รู้จักมากขึ้น
ผู้ที่สนใจข้อมูลการทำนาผสมผสานระบบอินทรีย์
สามารถติดต่อสถาบันปฏิบัติการชุมชนเพื่อการศึกษาแบบบูรณาการ (นางสาวจิตรา จันโสด หัวหน้าโครงการ)
Facebook : Icofis Tsu