
ผศ.ดร.ธนภัทร ยีขะเด กล่าวว่า โอกาสของจังหวัดชายแดนใต้ต่อการดำเนินธุรกิจยุค New normal ในปัจจุบัน เห็นได้ว่า e-commerce ประเทศไทยเป็นอันดับ1 ในอาเซียนสูงสุดติดต่อกัน 6 ปีซ้อน แสดงว่า คนไทยมีความตื่นตัวซื้อขายผ่าน e-commerce กันมาก
นักศึกษาในขณะนี้อยู่ใน Gen z/ Gen y คนกลุ่มนี้ใช้อินเตอร์เน็ตมากต่อวัน 11-12 ต่อชั่วโมง อยากจะให้โฟกัสในทั้ง 2 gen นี้ จะเห็นว่ามีประชากรเกินครึ่งในภูมิภาคใช้อินเตอร์เน็ตกันมากขึ้น โดยใช้ Content ต่างๆ ที่ตอบสนองหรือเข้าถึงกลุ่มนี้ได้ เพราะนี่คือโอกาสของสามจังหวัดชายแดนใต้ในยุคเทคโนโลยีที่เรามี Gen เหล่านี้ในการขับเคลื่อนภูมิภาคของเรา
ส่วนการขับเคลื่อนการศึกษาต้องเข้าใจว่าภาคใต้เรามีบริบทที่ต่างจากการศึกษาของภาคอื่น 5 จังหวัดภาคใต้เรามีการศึกษาพิเศษที่นักเรียนส่วนใหญ่มุ่งเน้นการศึกษา เปรียบเทียบได้คือว่าเด็กที่เรียนในเมืองมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่ดีกว่าเด็กในชุมชน ความเท่าเทียมเรื่องเทคโนโลยี ความรู้ บุคลากร ค่อนข้างสำคัญในการผลักดันจังหวัดชายแดนใต้ได้
แผนธุรกิจต่างๆ เป็นเหมือนกับตัวทฤษฎี แต่หัวใจที่สำคัญคือ การนำไปปฏิบัติจริง สามารถนำไปใช้จริงได้หรือเปล่า การที่จะผลักดัน sandbox ถ้าอยากให้ผู้ประกอบการ 3 จังหวัดขับเคลื่อนไปได้ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น งบประมาณ เทคโนโลยี ที่สำคัญคือ พี่เลี้ยง เพราะว่าผู้ประกอบการรุ่นใหม่การที่ให้มีคนรับช่วงต่อผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม
ต้องเป็นการตลาด ถ้ามีการป่มเพาะ มีกระบวนการทำงานการตลาด ก็สามารถเป็นไปได้ในดำเนินธุรกิจ start up หรือดิจิทัลในบ้านเรา
ส่วนศูนย์ให้การช่วยเหลือ ตรงนี้ถ้าศอ.บต.ทำได้ อย่างเช่น อาจจะเป็นตัวกลางเพื่อเชื่อมต่อไปยังภูมิภาคต่างๆ คอยประสานงานช่วยเหลือเหมือนเป็น call center ไว้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี
อีกเรื่องคือ การป่มเพาะคนรุ่นใหม่ เช่น องค์ความรู้ ซอฟต์แวร์ต่างๆ อาจจะต้องให้โอกาสคนรุ่นใหม่สอนให้เขารู้จักสร้างความคิดสร้างสรรค์ หน่วยงานภาครัฐอาจจะสนับสนุนเรื่องงบประมาณ ความรู้ มีแพลตฟอร์มของตัวเอง ฯลฯ
นางมาลัย เพ็งมูซอ กล่าวว่า ซึ่งช่วงเวลา 2 ปีที่มี โควิด-19 เราปรับตัวโดยไม่คิดว่าเป็นวิกฤติของกลุ่มบ้านกล้วย ซึ่งที่จังหวัดปัตตานีแปรรูปเกี่ยวกับกล้วยน้ำว้าที่มีในชุมชน มีกาาจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน
ขณะนี้ช่องทางของกลุ่มบ้านกล้วยอยู่ทุกห้างสรรพสินค้าในประเทศไทย และวางจำหน่ายหนึ่งหมื่นว่าสาขาของเซเว่น ที่เข้าไปอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ได้
มีหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่ายให้ความรู้เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่รอด จนปัจจุบันได้เข้าถึงลูกค้ามากมาย โดยมีกำลังผลิตวันละ 1 ตัน
“อยากจะฝากผู้ประกอบการว่าอย่าไปกลัวโควิด-19 แล้วหยุดไปต่อ แต่อยากให้เข้าหาหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทุกกลุ่มมีการประชาสัมพันธ์อยู่ตลอดเวลา การที่เราปรับตัวเข้าหาดิจิทัลทำให้มีตลาดมากขึ้น และที่สำคัญคือคนรุ่นใหม่เข้ามาเพิ่มเติม”
ซึ่งผู้ประกอบการจะอยู่รอดหรือไม่รอดไม่ได้อยู่ที่โควิด-19 แต่อยู่ที่เราปรับตัวแค่ไหน อีกทั้ง ทางกลุ่มได้เปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ได้ศักยภาพได้เต็มที่แล้วเราจะได้ผลลัพธ์ที่เกิดคาด
สำหรับผู้ประกอบการ OTOP อยากให้ในพื้นที่มีหน่วยงานเป็นพี่เลี้ยง กลุ่มผู้ประกอบการมีหลายระดับ อยากให้แบ่งระดับในการอบรมกันอย่างชัดเจน จนบางครั้งศักยภาพในพื้นที่ทำให้ไปไม่ได้สุด
“ในพื้นที่ยังขาดการประสานงานในการตอบปัญหาได้ตรงตัว”
คือรวมๆ แล้วกลุ่มเติบโตในช่วงโควิดพอดี อย่างเดือนที่แล้วปิดยอดไปกว่า 4 ล้านบาท เติบโตมากับดิจิทัล ซึ่งทุกโอกาสที่ได้รับในยุคออนไลน์ ไม่คิดว่าสินค้าบ้านๆ เข้าสู่สากลได้ เห็นได้ชัดคือ เราเติบโตแบบก้าวกระโดด
จากปี 2555 ได้ 1,500 บาท ล่าสุด ปีนี้ 4 ล้านกว่าบาท มั่นใจว่าปี 2565 เราจะขายมากขึ้น และต้องการวัตถุดิบกล้วยน้ำว้ามากขึ้นด้วย
นายชารีฟ เด่นสุมิตร กรรมการผู้จัดการบริษัท แอส ออเดอร์ จำกัด กล่าวว่า มุมมองคนรุ่นใหม่ที่อยากมาทำธุรกิจในด้านดิจิทัล มุมมองแรกคือมุมมองผู้ประกอบการที่เอาดิจิทัลเข้ามาใช้ แต่อีกมุมมองที่เพิ่มเข้ามาก็คือมุมมองคนที่อยากจะทำดิจิทัลให้ผู้ประกอบการใช้
“ตัวชารีฟเองเริ่มกลับมาบ้านเกิดใน 3-4 ปีที่แล้วมาทำธุรกิจที่เป็นแพลตฟอร์มและหน้าร้านที่บริหารจัดการจัดสรรวัตถุดิบให้ร้านอาหาร ถ้าย้อนกลับไป 4-5 ปีที่ดิจิทัลเป็นเรื่องใหม่มาก”
ชารีฟกลายเป็น Start up หน้าใหม่และเป็นกลุ่มแรกๆที่เป็น food derivery กลายเป็นจุดกำเนิดให้ Start up นอกพื้นที่เขาเห็นโอกาสว่าในพื้นที่ทำธุรกิจด้านดิจิทัลได้จริง
ปัจจุบันมีหน้าร้าน 7 สาขา และมีระบบดิจิทัลเข้ามา ซึ่งหลายกิจการที่มีการเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้โตขึ้นแน่นอนเป็นจุดที่พิสูจน์ให้เห็นส่าการที่เราเอาดิจิทัลเจ้ามาใช้บริหารทำให้เงินสองหมื่นกว่าบาทเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นในทุกๆปี
เห็นได้ว่าปีนี้ 2564 ที่โควิด-19 ระบาดอย่างหนักเข้าตัวชารีฟปิดยอดไปประมาณ 25-30 ล้านบาท พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสเป็นเพราะการที่เรานำดิจิทัลเข้ามาสามารถสร้างโอกาสได้มากมาย น้องๆในพื้นที่สามารถมาทำในตรงนี้ได้มากขึ้น มีหน่วยงานที่เข้ามาสนับสนุนเยอะเราแค่พิสูจน์ว่าสิ่งที่เราคิดทำได้จริงหลายหน่วยงานพร้อมจะยื่นมือแน่นอน
ถ้าใจลึกๆของคนรุ่นใหม่เขาอยากจะเป็นผู้ประกอบการเอง แต่สิ่งเขายังกลัวว่าการเป็นผู้ประกอบการสามารถเลี้ยงตัวเองได้ระยะยาวหรือเปล่า ทำให้เขาตัดสินไม่ได้ในตรงนี้ แต่ถ้ามี sandbox ที่เป็น start up มีหน่วยงานที่มีทุนต่างๆ เชื่อว่าคนที่ตัดสินใจว่าทำดีหรือไม่ทำเข้าจะตัดสินใจทันที
ซึ่งโอกาสบ้านเราต่างเราต่างกับคนที่อื่นที่ทำ start up จากที่เคยไปพูดกับผู้ใหญ่หลายท่าน บ้านเราอยู่ติดชายแดนการที่เราทำดิจิทัลตรงนี้เข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านได้ง่ายขึ้น เพราะว่าคนบ้านเรารู้วัฒนธรรมเพื่อนบ้าน รู้ภาษา รู้การดำเนินชีวิต การทำดิจิทัลตรงนี้สามารถไปไกลกว่าธุรกิจในเมืองหลวง
การที่จะไปประเทศเพื่อนบ้านจริงๆประเทศเพื่อนบ้านมีความต้องการอย่างหนึ่งคือ ประเทศเพื่อนบ้านต้องการสินค้าบ้านเราสูงในบางชนิด ผู้ประกอบการหลายคนยอมเปิดสาขาที่สุไหงโกลก ผมมองว่าเป็นวิถีชีวิตที่เอาสินค้าไทยไปมาเลเซีย หรือมาเลเซียมาไทย การที่เขาเอาดิจิทัลเข้ามาทำให้อยู่ในระเบียบที่ถูกต้อง สามารถตอบสนองต่อสินค้าใหม่ๆและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้เยอะมาก
ถ้ามีการช่วยเหลือผู้ประกอบการแล้วผู้ประกอบการไปต่อไม่ได้ อาจจะสร้างความเสียโอกาสในการออกสู่ตลาด แก้ปัญหาได้โดยการจริงๆในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ เอารุ่นพี่ start up ร่วมบริหารผลักดันตัวน้องๆ น้องสามารถไปต่อได้และรุ่นพี่เข้ามาช่วยเขาก็สามารถได้ไอเดียใหม่ๆมาร่วมทีมมีโอกาสที่จะสำเร็จเพิ่มขึ้น




////////////////