
สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 34.45 ตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ 25.36 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 21.05 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 82.04 อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 82.78 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 40.67 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 38.28 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 18.01 – 19.00 น. ร้อยละ 10.53 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 40 – 59 ปี ร้อยละ 17.49
นายนิพนธ์ กล่าวอีกว่า จากสถิติอุบัติเหตุทางถนนทั้งจำนวนอุบัติเหตุ จำนวนผู้เสียชีวิต และจำนวนผู้บาดเจ็บ ลดลงเมื่อเปรียบเทียบอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับปี 2564 โดยจำนวนการเกิดอุบัติเหตุลดลง 626 ครั้ง (ลดลง 18.78%) ผู้บาดเจ็บลดลง 654 คน (ลดลง 19.66%) และผู้เสียชีวิตลดลง 59 (ลดลง 15% ) ซึ่งสวนทางกับปริมาณรถขาเข้าและขาออกจากกรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 7,540,156 คัน (ออกจาก กทม. จำนวน 3,718,563 คัน และเข้า กทม. จำนวน 3,821,593 คัน) ที่เพิ่มขึ้น 19 % เมื่อเทียบกับปริมาณจราจรของเทศกาลปีใหม่ 2564 ที่มีสถิติอยู่ที่ 6,328,973 คัน
โดยสาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางถนนยังคงเกิดจากการขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและเมาสุรา แม้ปีนี้ปริมาณการจราจรบนถนนจะสูงกว่าปี 2564 แต่ผลจากรณรงค์ความปลอดภัยทางถนนอย่างจริงจังของทุกจังหวัดและหน่วยงาน สามารถทำให้เกิดความปบอดภัยทางถนนได้มากกว่าปี 2564 โดยดูจากตัวชี้วัดจำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ จำนวนผู้บาดเจ็บ จำนวนผู้เสียชีวิต ลดลงทุกตัว ซึ่งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจะบูรณาการสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายภาพรวมของประเทศในการลดอัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศให้เหลือ 12 คน ต่อประชากรหนึ่งแสนภายในปี พ.ศ. 2570
“ขอขอบคุณหน่วยงานทุกภาคส่วน เครือข่ายอาสาสมัคร กลุ่มจิตอาสา และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความสะดวกและสร้างความปลอดภัยแก่ประชาชนในการเดินทาง ด้วยความทุ่มเท เสียสละ อดทน และเข้มแข็ง เพื่อร่วมกันสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืนต่อไป”นายนิพนธ์กล่าว

