พระราโชวาทของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในงานวันราชวัลลภ ปีที่148 ทรง ณ กองบังคับการ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2559

ย้อนกลับไปในสมัยที่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ยังทรงพระเยาว์ พระองค์ก็เริ่มมีความสนพระทัยทางด้านการทหาร ภายหลังจากที่ทรงรับการศึกษาทางด้านการทหารจากประเทศออสเตรเลียแล้ว ยังทรงเข้ารับการฝึกเพิ่มเติม และทรงศึกษางานทางการทหารในประเทศออสเตรเลีย โดยทุนกระทรวงกลาโหม
ทรงประจำการ ณ กองปฏิบัติการทางอากาศพิเศษ การทำลายและยุทธวิธีรบนอกแบบ หลักสูตรต้นหนชั้นสูง หลักสูตรการลาดตระเวนและต้นหนชั้นสูง หลักสูตรส่งทางอากาศ และยังทรงเข้าการศึกษาหลักสูตรต่าง ๆ ทางด้านการบินอีกมากมาย ทำให้พระองค์ทรงมีพระประสบการณ์และมีพระปรีชาสามารถด้านการบินในระดับสูงมาก
อีกทั้งพระองค์เคยทรงเข้าร่วมการแข่งขันการใช้อาวุธทางอากาศ ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี และทรงชนะเลิศการแข่งขัน เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2530
ภายหลังจากที่พระองค์ทรงสำเร็จการฝึกด้านการทหาร สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร ทรงรับราชการทหารมาโดยตลอด ดังนี้
-มกราคม พ.ศ. 2518 ทรงเข้าเป็นนายทหารประจำกรมข่าว ทหารบก กระทรวงกลาโหม
-ตุลาคม พ.ศ. 2521 ทรงดำรงตำแหน่ง รองผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์
-พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
-กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527 ทรงดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการ กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
-กรกฎาคม พ.ศ. 2531 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
-มกราคม พ.ศ. 2535 ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สำนักผู้บัญชาการทหารสูงสุด
-ปัจจุบันทรงดำรงพระยศทางทหารของ 3 เหล่าทัพ คือ พลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอก

จากการที่ได้ทรงศึกษาด้านวิชาทหารมานาน ทรงมีความรู้เชี่ยวชาญอย่างมาก และได้พระราชทานความรู้เหล่านั้นให้แก่ทหาร 3 เหล่าทัพ ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างแก่นายทหาร เอาพระทัยใส่ในความเป็นอยู่ทุกข์สุขของทหารผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างทั่วถึง รวมทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นทุนการศึกษาแก่บุตรของทหาร สิ่งเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดความเทิดทูนและความจงรักภักดีแก่เหล่าทหารเป็นอย่างยิ่ง
ร่วมรบเคียงข้างทหารของพระองค์
พระราชกรณียกิจทางด้านการทหารครั้งสำคัญที่ทำให้ปวงชนชาวไทยจดจำได้ไม่ลืมเลือน คือการที่พระองค์เสด็จฯเยี่ยม ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดน คุ้มครองบ้านหมากแข้ง ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 5 - 6 พฤศจิกายน 2519 ซึ่งบ้านหมากแข้งเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วนั้น เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่สีแดงอีกจุดหนึ่ง เนื่องจากมีการปะทะกันอย่างหนัก
พระองค์ได้เสด็จฯ นำกำลังทหารออกปฏิบัติการ ทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบในการต่อต้านการก่อการร้ายในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และประทับแรมที่ฐานปฏิบัติการของทหาร จากนั้นในรุ่งเช้าได้เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรที่บ้านเรือนเสียหายจากการต่อสู้ พร้อมทั้งได้รับสั่งให้มีการซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีด้วย สร้างความปีติยินดีแก่ราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจแก่ราษฎรชาวบ้านหมากแข้ง ทหารหาญ ให้มีใจฮึกเหิมต่อสู้ภัยก่อการร้ายดังกล่าวเป็นอย่างมาก
นอกเหนือจากความกล้าหาญของพระองค์แล้ว ในพระราชกรณียกิจครั้งนั้น ยังปรากฏภาพในขณะที่พระองค์ทรงพักผ่อนและเสวยพระกระยาหารอย่างเรียบง่าย โดยมีเพียงช้อนสังกะสี 1 คัน จานสังกะสีเพียง 1 จานเท่านั้น และเสวยเคียงข้างเหล่าทหารชั้นผู้น้อย อย่างไม่ถือพระองค์แม้แต่นิดเดียว หากจะพูดกันในภาษาสามัญชนว่า “นอนกลางดิน กินกลางทราย” ก็คงจะไม่เกินไป
ต่อมาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พระพุทธศักราช 2519 ได้เสด็จฯ กลับมาอีกครั้งเพื่อตรวจผลการซ่อมแซมบ้านเรือนราษฎร ซึ่งสร้างความปีติยินดีแก่ราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจแก่ราษฎรชาวบ้านหมากแข้ง ทหารหาญ ให้มีใจฮึกเหิมพระองค์เสด็จฯเยี่ยมกองทหารเอาพระทัยใส่ในความเป็นอยู่ทุกข์สุขของเหล่าทหารผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างทั่วถึง
แม้จะเป็นพระราชภารกิจที่ต้องทรงเสี่ยงภยันตราย แต่ด้วยความที่ทรงเป็นชาติชายทหาร และเป็นพระราชภารกิจเพื่อความผาสุกของพสกนิกร และเพื่อมนุษยธรรมต่อผู้ประสบทุกข์ยาก จึงทรงปฏิบัติพระราชภารกิจดังกล่าวโดยเต็มพระราชกำลัง



ที่มา ผู้จัดการรายวัน http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9590000119353
ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก “เรารักสมเด็จพระบรมฯ” และ หนังสือพระบารมีปกเกล้า ชาวเมืองเลย โดย สำนักงานจังหวัดเลย