ดร.วิรไท สันติประภพ กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณผู้แทนสื่อมวลชนทุกท่านที่มาร่วมฟังการบรรยายในวันนี้ ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันทุกปีที่ผู้ว่าการจะเล่าให้ฟังถึงมุมมองและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป โดยในวันนี้ผมจะขอแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก จะสรุปทบทวนภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2559 ส่วนที่สอง จะพูดถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยและแนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2560 และส่วนสุดท้าย จะพูดถึงปัญหาสำคัญเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยบางเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันแก้ไข”

ดร.วิรไท สันติประภพ
หากจะกล่าวโดยสรุปถึงภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปี 2559 คงพูดได้ว่า ปี 2559 เป็นปีที่มีความผันผวนสูง หลายเรื่องเป็นปรากฏการณ์ที่เหนือความคาดหมาย แต่เศรษฐกิจไทยก็สามารถผ่านพ้นไปได้โดยราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตตลาดหุ้นจีนที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบของธนาคารกลางญี่ปุ่น ตามมาด้วยวิกฤตภัยแล้งในประเทศไทย ผลการลงประชามติ Brexit ปัญหาสถาบันการเงินในยุโรป ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่พลิกความคาดหมาย และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายปี สำหรับพวกเราชาวไทยแล้ว ปี 2559 เป็นปีที่จะอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป เพราะเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต เป็นเหตุการณ์สำคัญที่นำความเศร้าโศกเสียใจมาสู่คนไทยทุกคน
ท่ามกลางความผันผวนสูงและเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดหลายอย่างเศรษฐกิจไทยยังสามารถฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง แม้ค่าเงินบาท ตลาดเงินและตลาดทุนจะมีความผันผวนสูงกว่าปีก่อน แต่เศรษฐกิจไทยสามารถรองรับความผันผวนต่างๆ ได้ดี ที่เป็นเช่นนี้ เป็นเพราะเศรษฐกิจไทยมีปัจจัยสนับสนุนที่ดีสามประการ คือ เรามีกันชนที่ดี มีความยืดหยุ่นที่ดี และมีแรงเสริมจากภาครัฐที่ดี ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 3.2 ในปี 2559 เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 2.8 ในปี 2558
“การที่เรามีกันชนที่ดีไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่เป็นผลจากการดำเนินนโยบายของภาครัฐและการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนอย่างระมัดระวัง รวมทั้งการเตรียมความพร้อมมาโดยต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับ GDP หรือเทียบกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ นักลงทุนต่างชาติถือครองตราสารหนี้ภาครัฐในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ภาคธุรกิจไม่มีปัญหาความเสี่ยงสูงจากการใช้สกุลเงินที่ต่างกัน (currency mismatch) ตลอดจนการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยทั้งหมดนี้เป็นกันชนรองรับความผันผวนจากตลาดเงินตลาดทุนภายนอกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ระบบสถาบันการเงินมีฐานะการเงินที่เข้มแข็ง สามารถรองรับคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงบ้างในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป”

ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยรองรับความผันผวนได้ดี คือ เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นในหลายมิติ โครงสร้างของเศรษฐกิจไทยกระจายตัวครอบคลุมทั้ง ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาคบริการ ในด้านตลาดแรงงาน แม้ว่าภาคการผลิตบางอุตสาหกรรมจะชะลอตัวลง แต่ก็ไม่นำไปสู่การปรับลดการจ้างงานรุนแรง และในช่วงภัยแล้งและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แรงงานภาคเกษตรย้ายออกไปสู่ภาคเศรษฐกิจอื่นได้ รวมทั้งเรายังมีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นส่วนเสริม หรือ shock absorber ในภาวะที่ตลาดแรงงานตึงตัวหรืออ่อนแรงอีกด้วย
ในด้านภาคบริการ ภาคท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญมากขึ้น และมีธุรกิจสนับสนุนเกี่ยวเนื่องอีกมาก ส่งผลให้สามารถกระจายผลประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง ตลอดจน ตลาดของสินค้าส่งออกไทยค่อนข้างกระจายตัว เมื่อตลาดหนึ่งมีปัญหา ก็สามารถส่งสินค้าไปยังตลาดอื่นทดแทนได้ โดยเฉพาะตลาดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียน
ในส่วนของแรงเสริมจากภาครัฐนั้น ในช่วงสองปีที่ผ่านมาภาครัฐได้มีบทบาทสนับสนุนต่อเนื่อง ทั้งช่วยเยียวยาดูแลภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ภายนอก และความไม่แน่นอน รัฐบาลได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเพิ่มวงเงินขาดดุลงบประมาณ รวมถึงการพัฒนาประสิทธิภาพการเบิกจ่าย ในขณะที่นโยบายการเงินผ่อนคลายก็เป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้โดยต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยจะมีกันชนดี ความยืดหยุ่นที่ดี และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึงและเปราะบาง โดยเฉพาะครัวเรือนภาคเกษตรที่รายได้ฟื้นตัวช้า และเป็นการฟื้นตัวเฉพาะพืชผลเกษตรบางชนิดเท่านั้น ส่วนความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังคงด้อยลง เห็นได้จากสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (non-performing loan – NPL) ที่โน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็ก
นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนโดยรวมในปี 2559 ถือว่าค่อนข้างซบเซา ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่ยังคงอ่อนไหวและอุปสงค์ในตลาดโลกที่ยังอ่อนแรง ลักษณะดังกล่าวสะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึงและเป็นโจทย์สำคัญที่เราต้องช่วยกันผลักดันให้การฟื้นตัวมีการกระจายตัวมากขึ้นในระยะต่อไป
สำหรับปี 2560 นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะมีลักษณะที่กระจายตัวดีขึ้น ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ หนึ่ง ระดับน้ำในเขื่อนเพื่อการเกษตรถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน ถ้าเกิดเหตุการณ์ฝนทิ้งช่วงขึ้นอีก ภาคเกษตรจะมีน้ำสำรองสามารถรับมือได้ดีกว่าปีที่แล้ว ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร จะส่งผลต่อเนื่อง และราคาสินค้าเกษตรบางประเภทในตลาดโลกเริ่มขยับสูงขึ้น เหตุผลข้อที่สอง งบประมาณภาครัฐมีเป้าหมายที่กระจายไปสู่ต่างจังหวัดมากขึ้นทั้งในส่วนของงบกลางปีและการจัดทำงบประมาณประจำปี 2561 ที่ให้ความสำคัญต่อกลุ่มจังหวัดมากขึ้น และเหตุผลข้อที่สาม การส่งออกฟื้นตัวในลักษณะที่กระจายตัวเพิ่มขึ้นในหลายอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี เราจะชะล่าใจไม่ได้เพราะในโลกปัจจุบันสภาพอากาศและทิศทางการค้าระหว่างประเทศมีโอกาสแปรปรวนได้สูง

ในการประมาณการล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2560 จะเติบโตในระดับที่ใกล้เคียงปีที่แล้วที่ร้อยละ 3.2 แต่ปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอาจจะต่างจากปีก่อนบ้าง โดยการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มฟื้นตัวดีกว่าปีที่แล้ว ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่หลายสำนักเห็นคล้ายกันว่าจะขยายตัวดีขึ้น ถ้าเรามองย้อนกลับไปจะพบว่าการส่งออกของไทยและการส่งออกของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนขึ้นและกระจายตัวมากขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2559 แรงส่งของภาคการส่งออกที่มีต่อเนื่อง ควรช่วยให้การลงทุนของภาคเอกชนในปีนี้ดีขึ้นด้วย โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมส่งออก
นอกจากนี้ โครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตามกรอบส่งเสริมการลงทุนใหม่ที่เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย มีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาทในปี 2559 คิดเป็น 1.7 เท่าของปี 2558 และยังมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติไว้เดิมตั้งแต่ปี 2558 ที่จะต้องผลักดันให้เกิดการลงทุนขึ้นจริงด้วย

อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าจะมีมากขึ้นกว่าปีก่อน คือ การลงทุนและการใช้จ่ายจากภาครัฐ แม้การขาดดุลงบประมาณประจำปี 2560 จะเท่ากับปีก่อน แต่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณกลางปีเพิ่มอีก 1.9 แสนล้านบาท โดยมุ่งเพิ่มรายจ่ายในพื้นที่ต่างจังหวัด ส่งผลให้เครื่องยนต์ภาครัฐมีบทบาทมากขึ้น ขณะที่รัฐวิสาหกิจจะมีการลงทุนในโครงการต่าง ๆ มากขึ้นเช่นกัน ทั้งการลงทุนที่ดำเนินการต่อเนื่องจากปีก่อน เช่น การลงทุนในโครงการรถไฟทางคู่ การก่อสร้างมอเตอร์เวย์ และการลงทุนใหม่ ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่าง ๆ ที่จะเริ่มดำเนินการในปีนี้ เช่น สายสีชมพู เหลือง และส้ม
ส่วนแรงขับเคลื่อนที่คาดว่าจะมีแรงส่งแผ่วลงบ้างมีอยู่ 2 ส่วน คือ การบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกบริการ ทั้งสองตัวเราคาดว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงบ้าง ในส่วนการบริโภคภาคเอกชนนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายช่วงปลายปีที่แล้วส่งผลให้ประชาชนได้ใช้จ่ายล่วงหน้าไปบ้าง ประกอบกับ หนี้ภาคครัวเรือนของไทยยังอยู่ในระดับสูง และภาคชนบทมีภาระหนี้มากขึ้นจากสถานการณ์ภัยแล้งในปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นตัวเหนี่ยวรั้งการขยายตัวของการบริโภคไปอีกระยะหนึ่ง นอกจากนี้ ประชาชนโดยรวมยังระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยโดยเฉพาะกิจกรรมด้านบันเทิงและสันทนาการ
ส่วนการส่งออกภาคบริการมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเช่นกัน อันเป็นผลต่อเนื่องจากมาตรการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย โดยนักท่องเที่ยวจีนปีนี้มีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตามคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมยังสามารถขยายตัวเป็นบวกได้โดยมีแรงสนับสนุนจากนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นที่จะเพิ่มสูงขึ้น เช่น รัสเซีย และประเทศในกลุ่มอาเซียน
ที่กล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าเป็นกรณีฐานหรือกรณี baseline ของแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2560 แต่ที่เราต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ ความไม่แน่นอนที่ปีนี้มีแนวโน้มสูงกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากมีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบหลายอย่างที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้สูงกว่าหรือต่ำกว่ากรณีฐานได้ค่อนข้างมาก มุมมองด้านความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ สอดคล้องกับที่หลายหน่วยงานพยากรณ์ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ค่อนข้างแตกต่างกัน โดยปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่เป็นปัจจัยจากนอกประเทศ
ปัจจัยแรก คือ การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา นโยบายใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดี Trump รวมทั้งมาตรการด้านภาษีหลายด้านอาจจะส่งเสริมให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาขยายตัวสูงกว่าที่คาด ขณะเดียวกันเราก็ต้องระวังปัจจัยลบจากความไม่แน่นอนของนโยบายกีดกันทางการค้าและผลต่อเนื่องที่ประเทศอื่นจะตอบโต้ ซึ่งจะเป็นตัวฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และกระทบต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุนทั้งโลก
ปัจจัยที่สอง คือ ความเสี่ยงด้านการเมืองในยุโรป ทั้งจากการเลือกตั้งของเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับ แนวทางการเจรจาออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรที่อาจจะเป็นHard Brexit รวมทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์การเมืองในแถบตะวันออกกลาง จะสร้างความผันผวนให้ตลาดเงิน ตลาดทุนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้ตลอดทั้งปี ในขณะเดียวกัน เราก็ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปบางประเทศที่ยังเปราะบางจากภาคสถาบันการเงินที่อ่อนแอ ปัจจัย
เรื่องที่สาม คือ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีนในภาวะที่หนี้สินภาคธุรกิจอยู่ในระดับสูง และหลายอุตสาหกรรมยังไม่ได้ถูกปรับโครงสร้างอย่างจริงจัง ยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่สูง การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจจีนอาจจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดได้
สำหรับปัจจัยเสี่ยงในประเทศที่สำคัญก็มีหลายปัจจัยที่เราต้องติดตามไม่ว่าจะเป็น ผลสำเร็จของการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ การดำเนินโครงการลงทุ