เครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพภาคใต้ยันไม่ร่วมจ่าย ณ จุดบริการ เสนอประยุทธ์ทบทวนกระบวนการแก้ กม. บัตรทอง

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ภาคีเครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพภาคใต้ได้รวมตัวกัน ณ หอนาฬิกาหน้าจัตุรัส หาดใหญ่ เพื่อแถลงการณ์ขอให้ทางรัฐบาลทบทวนการแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทั้งนี้ยืนยันไม่ได้ต่อต้านการแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่ต้องการให้ทางรัฐบาลได้ทบทวนการแก้กฎหมายให้ประชาชนกว่า49 ล้านคน ที่ใช้ระบบบัตรทองได้รับรู้และมีส่วนร่วมตัดสินใจโดยทางเครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพภาคใต้ พร้อมเสนอ 4 ประเด็นเห็นด้วย 5 ประเด็นเห็นต่าง 7 ประเด็นเพื่อปฏิรูป
ซึ่งจาก 12 ประเด็นในการทำประชาพิจารณ์ที่ผ่านมาเครือข่ายฯ พิจารณาแล้วเห็นด้วย 4 ประเด็น คือ 1. มาตรา 14 กรณีห้ามดำรงตำแหน่งสองคณะในขณะเดียวกัน หมายถึงคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพฯ และคณะกรรมการควบคุมคุณภาพ 2. มาตรา 15 วาระกรรมการไม่เกินสองสมัย 3. มาตรา 29 รายได้ของสำนักงานไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง เป็นรายได้แผ่นดิน และ 4. ยกเลิกมาตรา 42 เรื่องการไล่เบี้ย กรณีเกิดปัญหาต่อผู้รับบริการ เมื่อมีการเยียวยาช่วยเหลือแล้วต้องไม่ไล่เบี้ยหาผู้กระทำผิด
ส่วนประเด็นที่เห็นต่าง 5 ประเด็น คือ 1. ไม่เห็นด้วยเรื่องการนิยาม เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพและนิยามสถานบริการ จึงต้องการเพิ่มในนิยามให้รวม องค์กรชุมชน องค์กรเอกชนและภาคเอกชนที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการแสวงหาผลกำไรเป็นสถานบริการด้วย 2. ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 13 ในการแก้ไของค์ประกอบของบอร์ดสปสช. ที่ให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธาน เนื่องจากขัดกับหลักการแยกผู้จัดบริการและผู้ซื้อบริการ และไปลดผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นต้องเพิ่มตามเดิม เป็นต้น 3. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 41 ที่ระบุเพียงได้ได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น แต่เห็นว่าควรต้องเพิ่มเรื่องการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น ให้ทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการ และเห็นว่าควรเพิ่มผู้ให้บริการเข้าไปในมาตรานี้ด้วย 4. ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 46 เรื่องการแยกเงินเดือน เพราะจะมีผลกระทบต่อการกระจายบุคลากร และ 5. มาตรา 48(8) ที่มีการเสนอเพิ่มเฉพาะวิชาชีพและผู้ให้บริการในบอร์ดสปสช. ซึ่งไม่สมดุล โดยต้องเพิ่มสัดส่วนงานด้านคุ้มครองผู้บริโภค และหน่วยรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นอิสระ และเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์รวม 3 คนเข้าไปด้วย
และข้อเสนอ7 ประเด็น เพื่อการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพ คือ 1. แก้ไขมาตรา 5 ให้ตัดการร่วมจ่ายออกเสีย 2. มาตรา 9 เสนอให้มีสิทธิประโยชน์ด้านบริการสาธารณสุขเดียวสำหรับทุกคน ซึ่งในอนาคตอาจต้องมีเป็นกองทุนเดียว 3.แก้ไขมาตรา 10 เสนอให้มีสิทธิประโยชน์เดียวสำหรับทุกคน และรัฐต้องจ่ายสมทบเรื่องสุขภาพให้ผู้ประกันตน 4.แก้ไขมาตรา 18 เรื่องอำนาจของคณะกรรมการในการจัดหาเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เงินกองทุน 5.แก้ไขมาตรา 26 ให้สามารถตรวจสอบหน่วยบริการที่ไม่โปร่งใส 6.มาตรา 47/1 ให้สามารถสนับสนุนองค์กรชุมชน องค์กรเอกชนและภาคเอกชนที่ไม่มีวัตถุประสงค์แสวงหาผลกำไร 7.เสนอให้ตัดบทเฉพาะกาลมาตรา 66 ออกทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 9และ 10 เรื่องการบริหารจัดการกองทุนด้านสุขภาพ
ทั้งนี้ขอย้ำความกังวลที่มีมาอย่างต่อเนื่อง 2 ประเด็นใหญ่คือ การร่วมจ่ายที่ยังขาดความชัดเจนและคงบัญญัติในกฎหมายหลักประกันฯ จะส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของผู้ใช้บริการที่เป็นประชาชนกว่า 49 ล้านคนในระบบบัตรทอง ว่าหากมีการผ่านการแก้กฎหมาย โดยไม่มีการตัดคำว่า ร่วมจ่าย ออกจากมาตรา 5 นั้น อาจทำให้มีการกำหนดวงเงินร่วมจ่ายที่กระทบต่อสถานการณ์ครัวเรือนล้มละลายมีจำนวนมากขึ้น ย้อนกลับไปเหมือนก่อนมีระบบหลักประกันสุขภาพและประเด็นสำคัญที่เครือข่ายเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งต่อหลักการมีส่วนร่วมคือ สัดส่วนคณะกรรมการจากภาคส่วนต่างๆที่ไม่สมดุลย์กัน ที่ส่งผลให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นน้อยลง ทำให้ขาดการกระบวนการกลไกมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของระบบในระดับต่างๆตั้งแต่ร่วมตัดสินใจ ดำเนินการ และเพื่อจัดระบบบริการดูแลส่งเสริมสุขภาพตนเองในชุมชน ลดทอนศักยภาพที่กำลังมีความคืบหน้าลงไปถึงในชุมชนพื้นที่ผ่านกองทุนสุขภาพท้องถิ่น
เครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพภาคใต้ ประกอบด้วย เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีเอดส์ภาคใต้ เครือข่ายคนพิการ เครือข่ายชุมชนแออัด เครือข่ายผู้ป่วยฮีโมฟีเลีย เครือข่ายผู้สูงอายุ เครือข่ายสตรี เครือข่ายศิลปินพื้นบ้าน เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายเกษตร สมาคมผู้บริโภคสงขลา กป.อพช.ใต้ ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนสงขลา เครือข่ายหลักประกันสุขภาพประชาชนภาคใต้ จึงได้มีการแถลงการณ์พร้อมยื่นจดหมายเพื่อให้ทางรัฐบาลได้พิจารณาทบทวนกระบวนการแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้เป็นไปตามมาตรา 77 แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 เกิดกระบวนการรับฟังอย่างมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจริง และจะติดตามสถานการณ์การแก้กฎหมายอย่างใกล้ชิดร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศ





