นางสมศรี เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา ขณะที่แม่อยู่บ้านคนเดียวได้มีชายและหญิงรวม4 คนแต่งตัวชุดทหาร อ้างว่ามาจากสมาคมทหารตำรวจนอกราชการแห่งประเทศไทย มาเสนอขายพระบรมรูปหล่อในหลวงรัชกาลที่9 ในราคา9,999 บาท เพื่อนำเงินไปจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจ และแม่ซึ่งปกติก็ชอบบริจาคเงินช่วยเหลือโรงพยาบาลอยู่แล้วได้ช่วยซื้อไว้1องค์ และมีการมอบใบเสร็จ ใบขอความอนุเคราะห์ไว้เป็นหลักฐานและหลังจากนั้นได้มีการส่งใบประกาศมาให้ที่บ้าน
นางสมศรี กล่าวว่า หลังจากที่ตนเองทราบเรื่องและดูเอกสารก็พบพิรุธหลายอย่างทั้งใบเสร็จรับเงินที่แม่วัย85 ปี เป็นคนเขียนเองทั้งหมดทั้งชื่อของผู้ซื้อและผู้ขาย และเอกสารต่างๆที่ทางสมาคมส่งมาให้ก็ไม่น่าเชื่อถือ ที่สำคัญพฤติกรรมส่อไปในทางหลอกลวง อาศัยช่วงที่ผู้สูงอายุอยู่บ้านคนเดียวมาเกลี้ยกล่อมให้ซื้อ รวมทั้งตรวจสอบจากเวปต่างๆก็เคยมีคนตั้งกระทู้ว่าถูกหลอกในลักษณะนี้มาหลายคน จึงได้เข้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อให้ตรวจสอบความจริงเรื่องนี้
และหลังจากที่ทางตำรวจได้ติดต่อไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ระบุไว้ในใบเสร็จก็ได้รับการยืนยันว่าเป็นคนของสมาคมทหารตำรวจนอกราชการแห่งประเทศไทยจริงๆ และมีการจัดตั้งถูกต้องตามกฏหมาย พร้อมกับ ได้ส่ง นายบุญเลิศ ปานยิ้ม อายุ 65 ปี ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกจัดหารายได้มาพบกับ นางสมศรี ที่สภ.หาดใหญ่ และได้มอบเงินคืนให้ทั้งหมด เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย พร้อมกับขอโทษที่ทำให้เดือดร้อนและเข้าใจผิด และรับวัตถุมงคลคืนไป
นายบุญเลิศ กล่าวว่า ยืนยันว่าสมาคมทหารตำรวจนอกราชการแห่งประเทศไทยมีอยู่จริง โดยมี พล.อ.จุมพฏ กาญจนินทุ เป็นนายกสมาคม และได้มอบหมายให้สมาชิกนำวัตถุมงคลมาจำหน่ายในพื้นที่ภาคใต้เพื่อหารายได้ซื้อเครื่องช่วยใจเพื่อนำเงินไปช่วยเหลือทหารและตำรวจที่พิการจากการสู้รบหรือกรณีต่างที่ทางการขอความช่วยเหลือ
สำหรับกรณีนี้อาจจะมีความเข้าใจไม่ตรงกันเพราะนำวัตถุมงคลไปจำหน่ายให้กับผู้สูงอายุที่อยู่บ้านเพียงลำพัง ทำให้ญาติเข้าใจว่าเป็นการหลอกลวง ซึ่งกรณีนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้ง และข้อสังเกตุของสมาชิกของสมาคมจะมีบัตรประจำตัวทุกคน และวัตถุมงคลที่นำไปจำหน่ายจะมีตราสัญลักษณ์สี่เหล่าทัพ อักษรย่อ ทตน.กำกับไว้
ในส่วนของตำรวจเปิดเผยว่าคดีนี้ยังไม่เข้าข่ายฉ้อโกงหรือหลอกลวงแต่เป็นลักษณะของความไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะบริจาคเงิน และทางสมาคมนี้ก็ออกมาแสดงความรับผิดชอบคืนเงินให้และมีหลักฐานเอกสารของสมาคมยืนยันชัดเจน แต่วิธีการที่เข้าไปในบ้านซึ่งมีผู้สูงอายุอยู่เพียงคนเดียวนั้นอาจเข้าใจได้ว่าส่อไปในทางลบไม่เหมาะสม


