
นายสนอง จันทร์รักษ์ นายอำเภอเทพา จ.สงขลา ในฐานะตัวแทนจากหน่วยงานราชการกล่าวว่า ในตอนแรกที่เข้ามารับตำแหน่งนี้ ยังไม่แน่ใจเรื่องความปลอดภัยของโรงไฟฟ้า แต่หลังจากที่ได้ไปศึกษาข้อมูล และได้ไปดูที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ได้เห็นว่า กระบวนการผลิตไฟฟ้าไม่ได้น่ากลัว หรืออันตรายอย่างที่คิด และได้พูดคุยกับรองนายกเทศบาลแม่เมาะ ซึ่งระบุว่าคนที่แม่เมาะอิจฉาคนเทพาที่จะมีโรงไฟฟ้าที่ได้ผ่านการลองผิดลองถูกมาหมดแล้ว
ขณะเดียวกัน นายอำเภอเทพา ระบุว่า การเข้ามาของโรงไฟฟ้าจะเกิดช่วยการพัฒนาเร็วขึ้นอย่างแน่นอน เช่น หากมีการลงเสาเข็มของโรงไฟฟ้าต้นแรกจะเกิดการจ้างงาน การพัฒนาเทพาตอนนี้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว และหากมีโรงไฟฟ้าจะเกิดการพัฒนาในอำเภออย่างรวดเร็ว ซึ่งคิดว่าระยะเวลาที่ประสบผลตามเป้าหมายจะร่นจาก 20 ปี เหลือ 10 ปี เนื่องจากจะมี กฟผ. และเงินกองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าเข้ามาสนับสนุน “ผมอยากสร้างกลุ่มคนรักเทพาขึ้นมา อยากให้คนเทพาเชื่อตัวเอง เชื่อเหตุเชื่อผล ห้ามคนอื่นมาจูงจมูกต่อไป อย่าปล่อยให้โอกาสเหล่านี้ผ่านไป” นายสนอง กล่าว

ส่วนนายเฉลิมพล ทิพย์มณี นายกเทศมนตรีตำบลเทพา ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคประชาชนระบุถึงความต้องการของคนเทพาว่า คนเทพาต้องการสุขภาพที่ดี สังคมที่ดี และเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งการเข้ามาของ กฟผ. จะช่วยให้เกิดการพัฒนาได้รวดเร็วมากขึ้น
ส่วนในประเด็นเรื่องความกังวลของสิ่งแวดล้อม นายเฉลิมพลแนะนำทาง กฟผ. ว่า ให้ทาง กฟผ. มีการจัดเก็บข้อมูลเรื่องตัวเลขทางสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังมีโรงไฟฟ้า เพื่อให้เห็นข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยทางพื้นที่พร้อมที่จะให้ทาง กฟผ. เข้าไปติดตั้งเครื่องตรวจสอบสภาพอากาศต่างๆ

ด้านนายวีระชัย ยอดเพชร หัวหน้าโครงการเตรียมงานพัฒนาโรงไฟฟ้าเทพา กล่าวแสดงความมั่นใจว่า เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าเทพาจะเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ที่ประเทศชั้นนำต่างเลือกใช้ ซึ่งจะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก และที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ การพัฒนาให้ชุมชนมีความสุข โดยให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา โดยการพัฒนาในเรื่องต่างๆ บางครั้งอาจจะไม่ทันใจ แต่ภายหลังจากการวางแผนร่วมกับทางอำเภอ และผู้นำท้องถิ่น จะมีความชัดเจน และพร้อมดำเนินการตามแผน เพื่อให้การพัฒนาเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม
ส่วนการแสดงความคิดเห็นของผู้ร่วมเวทีเสวนาส่วนใหญ่ต่างสนับสนุนให้มีการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าเทพาโดยเร็ว เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจและสังคมของเทพาดียิ่งขึ้นและอยากให้รัฐบาลและ กฟผ.ฟังเสียงของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นหลักควบคู่กับการทำความเข้าใจกับผู้คิดต่างให้ได้มากที่สุด


