ด้านนายวิชัย มณีเนตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ป่าชายเลนมีความสำคัญมากต่อชุมชนในพื้นที่ เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อนของสัตว์น้ำแล้ว ยังเป็นแหล่งสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชุมชนอีกด้วย ดังนั้นการที่ภาคเอกชนอย่างซีพีเอฟให้ความสำคัญในเรื่องของการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความร่วมมือของชุมชนในพื้นที่ ก็จะยิ่งทำได้เร็วและยั่งยืน

สำหรับผลการดำเนินโครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” ภาพรวม 5 จังหวัดในช่วงที่ผ่านมา จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการกัดเซาะชายฝั่งมากที่สุด สามารถอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนในพื้นที่ปลูกใหม่และพื้นที่อนุรักษ์กว่า 600 ไร่ มีอัตราการรอดตายของต้นไม้ 60% ,จังหวัดระยอง หน่วยงานภาครัฐต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมดูแลสู่การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนกว่า 600 ไร่ มีอัตราการรอดตายของต้นไม้ 90% ,จังหวัดชุมพร จากพื้นที่ที่หน่วยงานภาครัฐจัดสรรให้ดำเนินการ เกิดการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนกว่า 1,000 ไร่ อัตราการรอดตายของต้นไม้ 80% และจังหวัดพังงา พื้นที่ดำเนินการในแถบชายฝั่งอันดามันแห่งแรก โดยอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนกว่า 90 ไร่ อัตราการรอดตายของต้นไม้ 80% ทั้งนี้ ภายใต้โครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” กำหนดเป้าหมายปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทั้ง 5 จังหวัด จำนวนรวมกว่า 2,245 ไร่ ภายในปี 2561
















