ตำรวจตรวจสอบก้อนหินที่ปาใส่รถบนถนนลพบุรีราเมศวร์แล้วหนักกว่า 2.2กก.พร้อมเร่งล่าตัวคนร้าย
อึ้งชุดพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบก้อนหินที่ปาใส่รถสาวหาดใหญ่ และกล้องหน้ารถจับภาพเอาไว้ได้ พบหนัก 2.2 กิโลกรัม และยาวเกือบ 1 ฟุต ซึ่งเป็นก้อนเดียวกันกับที่โยนใส่รถ ตำรวจเร่งลงพื้นที่หาเบาะแสผู้ก่อเหตุ

วันที่ 26 เม.ย. 61 ความคืบหน้าจากกรณีกล้องหน้ารถเก๋งคันหนึ่ง ซึ่งมีหญิงสาวขับมาเพียงลำพังบนถนนลพบุรีราเมศวร์ สายสงขลา-หาดใหญ่ ฝั่งขาเข้า อ.หาดใหญ่ และระหว่างทางได้ถูกโยนก้อนหินใส่รถจากรถจักรยานยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่ริมถนน ซึ่งคนโยนน่าจะเป็นผู้ชาย และโชคดีที่ก้อนหินไม่โดนกระจก แต่ไปโดนบริเวณตัวรถด้านซ้าย โดยเหตุเมื่อช่วง 2 ทุ่มครึ่งของคืนวันที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมา และช่วงเกิดเหตุหญิงสาวคนนี้ไม่ได้จอดรถ เนื่องจากขับมาคนเดียว และกลัวจะไม่ปลอดภัยนั้น
ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นของวันนี้ ทางเจ้าของรถ ซึ่งเป็นแฟนหนุ่มของหญิงสาวรายนี้ แต่ไม่พร้อมที่จะเผยตัว และชื่อ เพราะ ห่วงในเรื่องความปลอดภัย ได้นำรถเก๋งคันนี้ ซึ่งเป็นรถยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน ษก-5348 กรุงเทพมหานคร มาให้เจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 9 ตรวจสอบเก็บหลักฐาน พร้อมกับเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับ พ.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุริยะ สารวัตรสอบสวน สภ.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หลังจากที่ได้เข้าแจ้งความไว้เมื่อวานนี้ เพื่อเอาผิดกับผู้ที่โยนก้อนหินใส่รถ
โดยชายเจ้าของรถระบุว่า ในช่วงเกิดเหตุแฟนสาวขับรถมาคนเดียว และถูกโยนก้อนหินใส่รถในลักษณะจงใจที่จะโยนใส่กระจกหน้ารถ แต่พลาดไปโดนตัวรถด้านข้าง ซึ่งขณะนั้นแฟนสาวไม่ได้จอดรถ เพราะ กลัว และได้ขับรถกลับมาที่บ้าน ก่อนที่จะบอกให้ตนทราบเรื่อง ซึ่งข้างรถยังมีรอยครูดเป็นทางยาว จึงได้พากันขับรถกลับไปยังจุดที่เกิดเหตุ และพบก้อนหินขนาดใหญ่ตกอยู่บนถนน จึงเก็บเอาไว้ ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าแจ้งความเมื่อวานนี้
ทางด้านเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 9 ได้ตรวจสอบก้อนหินก้อนนี้ ซึ่งพบว่า มีขนาดใหญ่น้ำหนักมากกถึง 2.2 กิโลกรัม ยาว 22 เซนติเมตร และเป็นก้อนเดียวกันกับที่โยนใส่รถ เนื่องจากรอยครูดที่ตัวรถเข้ากันได้กับก้อนหินก้อนนี้ และได้ทำบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐาน เพื่อดำเนินการทางคดี
ด้าน พ.ต.อ.พงษ์พันธ์ จันทรอาภา ผู้กำกับการ สภ.คอหงส์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ให้ตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นที่เร่งหาเบาะแสของผู้ที่โยนก้อนใส่รถคันนี้ รวมทั้งรถจักรยานยนต์ต้องสงสัยแล้ว รวมทั้งจะไล่เช็คกล้องวงจรปิดทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุตามเส้นทางที่คาดว่า รถต้องสงสัยจะขับผ่าน เพื่อที่จะติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุรายนี้ให้ได้ และป้องกันไม่ให้ก่อเหตุกับรถคันอื่นอีก


