2. การรับรองและให้สัตยาบันทางสากล
- รัฐต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO) ฉบับที่87ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกันและอนุสัญญาฯฉบับที่98ว่าด้วยการปฏิบัติตามหลักการแห่งสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง เพื่อสร้างหลักประกันในสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง และอนุสัญาที่ 183 ว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นมารดา
3. การคุ้มครองสิทธิในระบบประกันสังคม
- รัฐต้องจัดให้เกิดการปฏิรูประบบประกันสังคม ประกันสุขภาพคนทำงานถ้วนหน้า โครงสร้างการบริหารงานเป็นอิสระโปร่งใสตรวจสอบได้ โดยให้ผู้ประกันตน มาตรา 33,39,40 มีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคม
- เพิ่มสิทธิผู้ประกันตน มตรา40 ให้เท่ากับ มาตรา33
- รัฐต้องจัดสิทธิประโยชน์ในกรณีสงเคราะห์บุตร ในแรงงานในระบบและนอกระบบ ถ้วนหน้า
- ขยายกรอบเวลา การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ในกองทุนเงินทดแทน จนสิ้นสุดการรักษา ตามคำวินิจฉัยของแพทย์
- เพิ่มสิทธิประโยชน์ กรณีชราภาพ เป็น 50 เปอร์เซ็นต์ ของเงินเดือนสุดท้าย
- รัฐต้องบริหารจัดจัดการให้แรงงานข้ามเข้าถึงสิทธิในประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงสิทธิชราภาพในประกันสังคม อย่างเร่งด่วน
4. รัฐต้องจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการลงทุนโดยให้นายจ้างและรัฐบาลสมทบเงินเข้ากองทุนเพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิแรงงาน เมื่อมีการเลิกจ้าง
5.รัฐต้องจัดสรรงบประมาณและเร่งรัดให้มีการพัฒนากลไกการเข้าถึงสิทธิ์ การบังคับใช้ พ.ร.บ. ความปลอดภัย อาชีวอานามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 อย่างจิงจัง ภายใต้การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน และรัฐต้องยกเลิกการใช้แร่ใยหินในทุกรูปแบบ
โดยกิจกรรมในครั้งนี้มีตัวแทนสมาชิกกลุ่มต่างๆกว่า ร้อยคนร่วมกิจกรรม
