อย่างไรก็ตาม สคร.12 สงขลา ก็มิได้นิ่งนอนใจ โดยได้ร่วมค้นหาผู้สัมผัสเพิ่มเติม และให้ผู้สัมผัสทุกรายไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า นอกจากนี้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสงขลา ยังได้ดำเนินการฉีดวัคซีนฯในสัตว์ในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบบ้านผู้ป่วย รวมถึงได้จัดตั้งระบบเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้าในคนและสัตว์ ดร.นายแพทย์สุวิช กล่าว
สำหรับโรคพิษสุนัขบ้านั้น เกิดจากเชื้อไวรัสเรบี่ส์ (Rabies Virus) เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้ากัด ข่วน หรือเลียบริเวณที่มีรอยแผล รอยข่วน หรือน้ำลายของสัตว์ที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าเข้าตา ปาก จมูก สัตว์ที่เป็นตัวนำโรคที่สำคัญ คือ สุนัข แมว และอาจพบในสัตว์อื่นๆ เช่น กระรอก กระแต กระต่าย ชะนี หนู ลิง เป็นต้น อาการเริ่มแรกของผู้ป่วย คือปวดศีรษะ มีไข้ต่ำๆ เจ็บคอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ต่อมามีอาการคัน มักเริ่มจากบริเวณแผลที่ถูกกัด แสบๆ ร้อนๆ แล้วลามไปส่วนอื่น นอกจากนี้จะมีอาการกระสับกระส่าย กลัวแสงกลัวลม ไม่ชอบเสียงดัง มีอาการกลืนลำบาก ทำให้ไม่อยาก ดื่มน้ำ มีอาการกลัวน้ำ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออกหรืออาจชักเกร็ง อัมพาต หมดสติ และเสียชีวิตภายใน 2 – 7 วันนับจากวันเริ่มแสดงอาการ
ดร.นายแพทย์สุวิช กล่าวต่อไปว่า สคร.12 สงขลา ขอแนะนำประชาชนหากถูกสุนัข แมวกัด ข่วน หรือเลียบาดแผล อย่าชะล่าใจ ควรรีบล้างแผลด้วยน้ำและสบู่ทันทีหลายๆ ครั้ง นานประมาณ 10 นาที และใส่ยาเบตาดีน เพื่อลดการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า จากนั้นให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อวินิจฉัยและรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า หรือประชาชนที่เคยถูกสัตว์เลี้ยงกัดข่วนนานแล้ว โดยเฉพาะในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา หากยังไม่ได้ไปฉีดวัคซีนฯ ขอให้ไปปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยโดยเร็ว เนื่องจากระยะฟักตัวของโรค ตั้งแต่ได้รับเชื้อจนมีอาการป่วยอาจสั้นมาก ตั้งแต่ 1 สัปดาห์หรืออาจนานถึง 1 ปีได้ ส่วนผู้ที่เลี้ยงสุนัขและแมวควรนำไปฉีดวัคซีนฯ ทุกตัว จะช่วยป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่ได้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

ข่าวโดย จีรภา รักแก้ว นักวิชาการเผยแพร่ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 จังหวัดสงขลา