จากการสัมภาษณ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและต้องการเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยประชาชนและนักวิชาการในหลากหลายสาขาอาชีพได้เสนอแนะต่อรัฐบาล ดังนี้
1. เสนอแนะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น
1) มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น โครงการ "คนละครึ่ง" หรือ "เราชนะ" ลดภาษีสินค้าและบริการบางประเภทเพื่อกระตุ้นการบริโภค สนับสนุนการท่องเที่ยวแบบไทยเที่ยวไทย เช่น โครงการ "เราเที่ยวด้วยกัน" เป็นต้น
2) มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เช่น มาตรการลดค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าเดินทาง เป็นต้น
3) มาตรการกระตุ้นการลงทุน เช่น ลดภาษีสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการ เป็นต้น
4) มาตรการส่งเสริมการจ้างงาน เช่น สนับสนุนเงินอุดหนุนให้บริษัทจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น และส่งเสริมโครงการฝึกอบรมพัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงาน
5) มาตรการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เช่น ส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับธุรกิจชุมชน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่นอกเมืองเพื่อกระจายความเจริญไปยังท้องถิ่น
6) มาตรการด้านภาษีและเงินอุดหนุน เช่น ลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาสำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง สนับสนุนเงินอุดหนุนให้ครอบครัวที่มีผู้สูงอายุในความดูแล เป็นต้น
2. เสนอแนะมาตรการลดรายจ่ายให้กับประชาชน ดังนี้
1) ลดค่าครองชีพพื้นฐาน อาทิ ควบคุมราคาสินค้าและบริการที่จำเป็น เช่น อาหาร น้ำมัน ค่าขนส่ง ค่ายา และปรับลดภาษีสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น อาหารสด ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา และก๊าซหุงต้ม
2) ปฏิรูปภาคการขนส่งและพลังงาน อาทิ พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีคุณภาพและราคาถูกโดยเฉพาะในตัวเมืองของแต่ละจังหวัด เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานโดยการสนับสนุนพลังงานสะอาดและทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ โดยให้มีการกำกับดูแลราคาน้ำมันและพลังงานอย่างโปร่งใส ป้องกันการผูกขาด และควบคุมต้นทุนของพลังงาน
3) ส่งเสริมที่อยู่อาศัย เช่น โครงการบ้านราคาถูกและบ้านเช่าราคาประหยัด สำหรับผู้มีรายได้น้อย ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย เพื่อให้ประชาชนสามารถมีบ้านเป็นของตัวเอง
4) สนับสนุนระบบสวัสดิการด้านการศึกษาแบบทั่วหน้า เพื่อให้ประชาชนสามารถศึกษาได้ถึงระดับปริญญาตรี
3. ปฏิรูปประกันสังคม ดังนี้
1) การให้สำนักงานประกันสังคมเป็นองค์กรอิสระภายใต้กำกับดูแลของกระทรวงแรงงาน แต่ต้องไม่บริหารด้วยระบบราชการ เพื่อให้มีความคล่องตัวในการบริหารกองทุน และจัดการกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงให้ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมืออาชีพเข้ามาบริหารกองทุนเพื่อให้ได้ผลกำไรเพิ่มขึ้น
2) ปรับปรุงระบบบริหารกองทุนให้มีความโปร่งใสและเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน โดยให้ผู้ประกันตนมีสิทธิออกเสียง และมีตัวแทนในคณะกรรมการบริหารกองทุนประกันสังคม เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากการบริหารงานที่ผิดพลาด และการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ รวมถึงตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยของประกันสังคม
3) ปรับสิทธิการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนให้ดีกว่าบัตรทอง โดยเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายให้กับประกันสังคมควรเป็นสิทธิประโยชน์ Top Up ให้กับผู้ประกันตน โดยเฉพาะสิทธิการทำฟัน ทั้งนี้เมื่อเพิ่มสิทธิการทำฟัน ก็ควรควบคุมการขึ้นราคาทำฟันของคลีนิกทันตกรรมด้วย
4) เพิ่มเงินบำนาญชราภาพของผู้ประกันตน เพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ทั้งนี้ หากเงินค่ารักษาพยาบาลของประกันสังคมจำนวน 70,000 ล้านบาท หากไม่สามารถนำไป Top Up เพื่อเพิ่มสิทธิรักษาพยาบาลแก่ผู้ประกันตนได้ ก็ให้นำไปเพิ่มให้กับเงินบำนาญชราภาพแก่ผู้ประกันตน
ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 32.50 และ 38.60 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น คิดเป็น ร้อยละ 32.40 และ 26.30 ตามลำดับ ในขณะที่ความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 29.40, 32.80 และ 39.70 ตามลำดับ