ธนาคารแห่งประเทศไทยแถลงภาวะเศรษฐกิจภาคใต้ทั้งปีที่แล้วและคาดการปี2560 ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในภาคใต้

วันที่ 2 ก.พ. 60 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ นางสุรีรัตน์ ลัคนานิตย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ แถลงถึงภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคใต้ปี 2559และแนวโน้มในปี2560 รวมแนวทางการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้
โดยในส่วนของภาวะเศรษฐกิจภาคใต้ในปี2559 ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญยังคงเป็นการใช้จ่ายภาครัฐ ที่ขยายตัวทั้งรายจ่ายประจำและการลงทุน ส่วนการท่องเที่ยวก็ยังคงขยายตัวดีแม้จะได้รับผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์ผิดกฏหมายและเงินริงกิตอ่อนค่า ประกอบกับรายได้เกษตกรที่กลับมาขยายตัวโดยเฉพาะครึ่งปีหลังทำให้การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวจากอุปสงค์ต่างประเทศ ส่งผลให้การส่งออกปรับตัวดีขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวทำให้การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ตามราคาอาหารที่ปรับสูงขึ้น ส่วนอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ

นางสุรีรัตน์ ลัคนานิตย์
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจภาคใต้ในปี 2560 จะขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2559 ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว เกษตร อุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคใต้คือ ความไม่แน่นอนจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความไม่แน่นอนของการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจจีน
ส่วนแนวทางการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในภาคใต้ ทางสถาบันการเงินเฉพาะกิจหลายแห่งได้มีการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบแล้ว และทางธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกหนังสือเพื่อขอความร่วมมือให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจทุกแห่งพิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ตามความจำเป็นและเหมาะสม เช่น ดูแลและพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เช่น ให้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม ลดหรือยกเว้นดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียม ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ พิจารณาปรับลดอัตราการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบให้ต่ำลงได้ โดยให้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสถาบันการเงินเฉพาะตามความจำเป็นของลุกหนี้
