
สำหรับที่มาของการทำวิจัยเรื่องนี้ เมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมาตนมีโอกาสได้รู้จักกับประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงจระเข้ขุนบ้านทรายขาว ทำให้ทราบว่าทางกลุ่มฯ รวมตัวกันเลี้ยงจระเข้มานานกว่า 10 ปี โดยเป็นการเลี้ยงแบบลองผิดลองถูกไม่มีหลักวิชาการใดๆในการเลี้ยง เนื่องจากเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่เพิ่งมีการส่งเสริม ไม่มีข้อมูลใดเลยในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงจระเข้ในบ่อ ตนจึงเข้าไปช่วยเหลือในการเก็บบันทึกข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับการเลี้ยงจระเข้ทั้งระบบ รวมทั้งช่วยให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาเกี่ยวกับการเลี้ยงจระเข้ การจัดการสุขาภิบาลฟาร์ม รวมถึงการรักษาโรคในจระเข้ โดยใช้ข้อมูลรายงานจากต่างประเทศเทียบเคียง และข้อมูลจากอาจารย์ด้านสัตวแพทย์ของมหาวิทยาลัยที่เป็นพันธมิตรในการให้คำปรึกษากับทางกลุ่มฯ ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การทำวิจัยกับชุมชนจะทำได้ง่ายมากหากปัญหานั้นมาจากความต้องการของชุมชน โดยนักวิจัยต้องทำตัวเองให้เป็นผู้ให้โดยไม่ปฏิเสธหรือมีข้อแม้ก่อน ยกตัวอย่าง ในบางครั้งเกิดการตายของจระเข้โดยไม่ทราบสาเหตุต่อเนื่องมากกว่า 10 ตัว เมื่อได้ทราบข้อมูลตนจึงใช้เวลาหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจหลัก ลงฟาร์มที่พบปัญหา เพื่อเก็บข้อมูลและช่วยแก้ปัญหาให้ทันที และคอยติดตามผลตลอดเวลาจนปัญหาการตายของจระเข้คลี่คลายไป หลังจากนั้นทำให้ตนได้พบว่าเมื่อใดก็ตามที่เราต้องการลงพื้นที่เก็บข้อมูล ก็จะได้รับการต้อนรับและได้ข้อมูลด้วยความเต็มใจของเกษตรกรตลอดเวลาทุกครั้ง อาจกล่าวได้ว่า เมื่อความต้องการมาจากชุมชนและเราเป็นผู้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน การลงวิจัยกับชุมชนก็เป็นเรื่องง่ายของนักวิจัย

“แนวทางการต่อยอดในอนาคต จากความตั้งใจที่ได้เก็บข้อมูลด้านการเลี้ยงจระเข้ในฟาร์มมาอย่างต่อเนื่อง ผมต้องการจัดทำคู่มือการจัดการฟาร์มเลี้ยงจระเข้ขุนสำหรับเกษตรกร คู่มือการเลี้ยงจระเข้ขุนตามหลักวิชาการ และเก็บรวบรวมข้อมูลด้านการเลี้ยงจระเข้ทั้งระบบ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำเพื่อเป็นข้อมูลด้านการเลี้ยงจระเข้ขุนในฟาร์มของประเทศไทยต่อไป” อาจารย์อภิชาติ กล่าว
