ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจได้กำหนดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเร่งด่วน เพื่อรองรับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และเร่งขับเคลื่อนนโยบายให้เป็นไปตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ประเทศเพื่อสร้างความมั่นใจ โดยออกมาตรการ 3 ด้าน คือ 1) การพักชำระหนี้ และลดอัตราดอกเบี้ย เป็นเวลา 1 ปี ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งใน 13 จังหวัด 2) กระตุ้นการบริโภคและการลงทุนผ่านมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว ชิม ช้อป ใช้ โดยจะแจกเงินให้กับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป คนละ 1 พันบาท เพื่อไปใช้จ่ายในการท่องเที่ยว และ 3) มาตรการด้านค่าครองชีพ โดยการให้เงินแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงผู้สูงอายุ และผู้มีบุตร
อย่างไรก็ตามประชาชนภาคใต้ส่วนหนึ่งมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเป็นส่วน ๆ ซึ่งไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของภาคใต้ที่ซบเซาให้กลับมาได้ เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจภาคใต้ที่ตกต่ำมาเป็นเวลานานจนเป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องได้รับการแก้ไขทั้งระบบและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เศรษฐกิจภาคใต้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง นอกจากนี้ดัชนีความเชื่อมั่นที่ปรับตัวลดลงในด้านการแก้ปัญหายาเสพติด ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเพราะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในหลายพื้นที่ เช่นโจรใต้ปล้นร้านทองครั้งมโหฬารมูลค่ากว่า 85 ล้านบาท ที่อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา คนร้ายวางระเบิดพร้อมกันหลายจุดที่จังหวัดยะลา เป็นต้น ทั้งนี้ ประชาชนภาคใต้มองว่า ปัญหาความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย และยังเห็นเหตุการณ์การก่อความไม่สงบยังคงมีอยู่ อีกทั้งมีการปรับยุทธวิธีและสถานที่ก่อเหตุที่เปลี่ยนไป ซึ่งสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลทางด้านจิตวิทยาต่อการลงทุนและการเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
ขณะที่ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานจะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 34.70 และ 32.80 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ39.70 และ 26.30 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 29.40 , 39.60 และ 32.80 ตามลำดับ
ปัจจัยที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ามีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันมากที่สุด คือ ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ คิดเป็นร้อยละ 30.40 รองลงมา คือ ค่าครองชีพและราคาสินค้าสูง คิดเป็นร้อยละ 25.40 และ 12.30 ตามลำดับ ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ารัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก คือ ค่าครองชีพ รองลงมา คือ ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ตามลำดับ