
ค่าใช้จ่ายต่อปีหลังเกษียณ = ค่าใช้จ่าย 70% ของเงินเดือนปัจจุบัน x 12 เดือน
4. ประมาณการรายได้หลังเกษียณ เช่น เงินบำนาญ เงินรับจากกองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) รายได้จากการลงทุน การประกันชีวิต เงินต่างๆ เหล่านี้คาดว่าพอใช้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม หลังเกษียณเราจะมีเงินออมหรือเงินลงทุนบางส่วนที่สะสมไว้ตั้งแต่ตอนทำงานและสามารถนำมาใช้ตอนเกษียณได้ เช่น การทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์หรือแบบบำนาญ เงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม รวมถึงรายได้จากเงินลงทุนผ่านช่องทางต่างๆ แต่โดยทั่วไปเงินออมเหล่านี้มักไม่มากพอที่จะทำให้เราอยู่อย่างสุขสบาย จำไว้ว่า ‘อยู่ได้’ กับ ‘อยู่สบาย’ นั้นต่างกัน
5. วางแผนการออมในปัจจุบัน จากการประมาณการค่าใช้จ่ายหลังเกษียณก็จะทำให้รู้ว่าเราควรเก็บเงินเท่าไรให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย มาถึงตรงนี้อาจมีคำถามว่าแล้วต้องมีเงินเท่าไรจึงจะพอใช้ได้อย่างสบายๆ ไปตลอดชีวิต ขึ้นอยู่กับปัจจัยและความต้องการของแต่ละคน จึงมักมีคำถามบ่อยๆ ว่าถ้าอยากวางแผนจริงจัง ต้องเริ่มต้นยังไงดี...ให้ใช้สูตรนี้
จำนวนเงินที่ควรจะมี = ค่าใช้จ่ายต่อปีหลังเกษียณ x จำนวนปีที่คาดว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณ
ยกตัวอย่างเช่น พอดีตั้งเป้าหมายจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณอายุไปอีก 20 ปี ถ้าพอดีมีค่าใช้จ่ายปัจจุบันประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณของพอดีจะเท่ากับ 21,000 บาทต่อเดือน (70% x 30,000) หรือ ราว ๆ 252,000 บาทต่อปี จากนั้นก็นำไปคูณกับปีที่คาดว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณ 20 ปี นั่นก็หมายความว่าพอดีควรมีเงินประมาณ 5,040,000 บาท ตอนอายุ 60 ปี (252,000 x 20) มาถึงตรงนี้เราได้คำตอบแล้วว่า การวางแผนการเงินให้เริ่มต้นที่จุดจบ (ของชีวิต) แล้วจะทำอย่างไรให้มีเงินใช้เพียงพอในอนาคต ? เรามาดูกันค่ะ
วิธีการวางแผนให้เงินทำงานและงอกเงยทันเวลา คือ
(1) ออมทันทีอย่างน้อย 10-25% ของรายได้ โดยคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนก็สามารถคิดแบ่งเป็นสัดส่วนการออมและการลงทุนผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เมื่อนับรวมแล้วอย่างน้อยก็ควรอยู่ที่ประมาณ 25%
(2) จัดสัดส่วนการลงทุนหุ้นให้เหมาะสม ด้วยการลงทุนในตราสารทุน หรือ หุ้น เพราะช่วยสร้างผลตอบแทนให้พอร์ตค่อนข้างดี โดยกูรูการเงินแนะนำว่าหลักการลงทุนในหุ้นทั่วไป คือ การนำ 100 ลบด้วยอายุปัจจุบัน เท่ากับ สัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่เราควรมี
(3) รู้จักกระจายการลงทุน ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายเพื่อช่วยลดการแกว่งตัวของผลตอบแทน
(4) ใช้วิธีการลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (Dollars Cost Average : DCA) เพราะวิธีนี้จะช่วยตัดปัญหาว่าจะลงทุนเมื่อไรวันที่เรามีรายได้เข้ามา หรือเงินเดือนออกก็ควรนำเงินมาลงทุนเป็นประจำทุกเดือน
ดังนั้น เราควรเริ่มวางแผนการเงินเพื่อเกษียณโดยจะให้ดีที่สุดต้องเริ่มคิดและทำตั้งแต่เริ่มทำงาน เพื่อที่จะได้ช่วงระยะมากพอให้เงินงอกเงย ตามแนวคิดที่ว่า “ออมก่อนรวยกว่า” แต่ผู้เขียนขอเสริมทัพให้อีกสัดนิดว่า ออมก่อนอาจจะยังไม่พอต้องอดทนรอได้ด้วย เพื่อให้ดอกเบี้ยทบต้นหรือเงินได้มีเวลาทำงาน” จนเกิดความมั่งคั่งและกลายเป็นความมั่นคงให้กับตัวเราเอง เพียงแค่นี้ก็สามารถที่จะไปสู่เป้าหมาย ‘อยู่สบาย’ ได้แล้ว
ที่มา : www.moneyandbanking.co.th