ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งเกิดการแพร่ระบาดจากตลาดกลางกุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร โดยเชื่อว่าเชื้อเริ่มต้นมาจากแรงงานเมียนมาที่ลักลอบเข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย และไม่ได้มีการกักตัว 14 วัน ซึ่งประชาชนส่วนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า แรงงานเมียนมาและแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาไม่ใช่เพียงแต่อาศัยและทำงานอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาครเพียงจังหวัดเดียว แต่เดินทางไปอยู่แทบทุกจังหวัดของประเทศไทย ซึ่งหากเป็นไปตามข้อสันนิษฐาน แสดงว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 กระจายอยู่ทั่วประเทศไทยแล้ว โดยประชาชนและนักวิชาการส่วนหนึ่งมองว่า ต้นเหตุของปัญหาไม่ใช่แรงงานต่างด้าว แต่เป็นการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพของภาครัฐ ดังนี้
1. หน่วยงานตำรวจ ทหาร และหน่วยงานปกครอง ในพื้นที่บริเวณชายแดน ปล่อยปละละเลย ทำให้มีแรงงานต่างด้าวสามารถลักลอบเข้ามาได้
2. ผู้มีอำนาจในพื้นที่ชายแดนหาผลประโยชน์จากการเข้ามาของแรงงานต่างด้าวโดยมิชอบ
3. รัฐมนตรีและผู้บริหารของกระทรวงแรงงานขาดวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการด้านแรงงาน เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้ประกอบการในประเทศไทยต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว ดังนั้นจึงควรมีมาตรช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวให้สามารถเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเพียงพอต่อความต้องการ อีกทั้ง ควรกำหนดงบประมาณการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการกักตัวของแรงงานต่างด้าวระหว่างภาครัฐกับสถานประกอบการ เพื่อไม่ให้เกิดการลักลอบเข้ามาของแรงงานต่างด้าว
ดัชนีความเชื่อมั่นประชาชนภาคใต้เดือนธันวาคมที่ลดลงแทบทุกด้าน ประชาชนภาคใต้ส่วนหนึ่งมองว่า เป็นเพราะการบริหารงานของภาครัฐที่มีผู้บริหารกระทรวงส่วนหนึ่งไม่เป็นมืออาชีพ หากเป็นองค์กรเอกชนคงเจ๊ง และปิดกิจการไปนานแล้ว เนื่องจากผู้บริหารบางกระทรวงไม่มีความรู้ความเข้าใจในกระทรวงนั้น แต่กลับได้ตำแหน่งมาเพราะสัดส่วนโควตาของพรรค และเป็นผู้สนับสนุนของพรรค แม้ว่าประชาชนภาคใต้จำนวนไม่น้อยที่มองว่าพลเอกประยุทธ์ มีลักษณะของความเป็นผู้นำ และมีความซื่อสัตย์ แต่การบริหารงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ยังไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเท่าที่ควร โดยการทำงานเป็นแบบเชิงรับมากกว่าเชิงรุก และแทบทุกโครงการมีช่องโหว่มากมาย ทั้งนี้ โครงการที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและได้รับการกล่าวถึง 2 โครงการ ดังนี้
1. โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เป็นโครงการที่ดีและสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี หากภาครัฐมีการบริหารจัดการที่ดีและมีประสิทธิภาพ แต่จากการดำเนินโครงการที่ผ่านมาพบช่องโหว่มากมาย ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจ โดยเฉพาะโรงแรม ร้านค้า และร้านอาหารกว่า 500 แห่ง โดยมีการดำเนินงานแบบไม่โปร่งใส เช่น 1) มีการเช็กอินแต่ไม่ได้เข้าพักจริง 2) ราคาห้องพักของโรงแรมไม่แน่นอน โดยหากใช้สิทธิ์เราเที่ยวด้วยกันจองผ่านโรงแรมหรือผ่านบริษัทตัวแทน ราคาห้องพักจะสูงกว่าการจองโดยไม่ใช้สิทธิ์ 3) มีการขายห้องพักโดยไม่มีที่พัก 4) การคิดราคาค่าอาหารสูงกว่าปกติ ในกรณีผู้ใช้สิทธิ์เราเที่ยวด้วยกัน 5) การร่วมกันฉ้อโกงระหว่างไกด์กรุ๊ปทัวร์กับโรงแรม เช่น พักจริง 100 ห้อง แต่เปิดขาย 200 ห้อง และนำส่วนต่างทั้งราคาห้องพัก และอี-คูปอง จำนวน 100 ห้องมาแบ่งผลประโยชน์กัน และมีกลโกงอีกมากมาย อย่างไรก็ตาม ผู้กระทำผิดก็เป็นเพียงส่วนน้อยจึงไม่ควรยุติโครงการ แต่ภาครัฐควรออกมาตรการทางกฎหมาย และบทลงโทษที่รุนแรง ทั้งทางอาญา และทางเพ่ง โดยไม่ให้ธุรกิจเหล่านี้เข้าร่วมโครงการของภาครัฐอีก รวมถึงการจ่ายค่าปรับที่สูง อีกทั้ง ให้ประชาชนเป็นผู้ช่วยในการตรวจสอบธุรกิจเหล่านี้ หากประชาชนมีหลักฐานการดำเนินงานของธุรกิจที่มีพฤติกรรมการฉ้อโกง ให้นำหลักฐานมาแจ้งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากตรวจสอบแล้วเป็นความจริง ภาครัฐจะแบ่งเงินค่าปรับจำนวนหนึ่งให้กับผู้ที่มาแจ้งเบาะแส
ในส่วนของแอปพลิเคชันเป๋าตังมีปัญหา คือ ระบบใช้งานไม่เสถียร การใช้งานค่อนข้างยาก และเกิดการผิดพลาดในการจอง ทำให้บางครั้งผู้จองที่พักโดยใช้สิทธิ์เราเที่ยวด้วยกันในแอปพลิเคชันเป๋าตังผ่านบริษัทตัวแทน แต่เมื่อจองเสร็จผลการจองกลับเป็นการจองโดยไม่ใช้สิทธิ์ ส่งผลให้ผู้เข้าพักไม่ได้ส่วนลดค่าห้องพัก และไม่ได้ E-คูปอง นอกจากนี้ การจองผ่านบริษัทตัวแทนทำให้ห้องพักมีราคาสูงกว่าปกติ เนื่องจากโรงแรมจะบวกราคาเพื่อจ่ายให้กับบริษัทตัวแทน และบริษัทตัวแทนก็ยังมีตัวแทนนายหน้าอีกหลายต่อ โดยผลประโยชน์จำนวนมากจึงตกอยู่กับบริษัทตัวแทนเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ โดยในความเป็นจริงผลประโยชน์ของโครงการนี้ควรตกอยู่กับผู้ประกอบการธุรกิจ และประชาชนคนไทย 100% หากหน่วยงานภาครัฐไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัทตัวแทนเหล่านี้ ประชาชนขอเสนอให้ภาครัฐควรยกเลิกระบบตัวแทน และให้ประชาชนจองตรงกับโรงแรม โดยราคาห้องพักในการใช้สิทธิ์โครงการเราเที่ยวด้วย หรือไม่ใช้สิทธิ์จะต้องเป็นราคาเดียวกัน โดยผู้เข้าพักจ่ายให้กับโรงแรม 60% ของราคาห้องพัก และควรให้สามารถจองก่อนล่วงหน้าได้เพียง 1 วัน เพื่อความสะดวกของผู้ใช้สิทธิ์ นอกจากนี้ ร้านค้า และร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกันมีจำนวนน้อยมาก ดังนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบควรให้ร้านค้าและร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง สามารถเข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกันโดยอัตโนมัติ
2. โครงการ “คนละครึ่ง” นับเป็นโครงการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุดในรอบ 6 ปี ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ โดยเฉพาะในภาคใต้มีการจับจ่ายใช้สอยกับโครงการนี้เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่งก็มีจุดอ่อนและช่องโหว่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของระบบการใช้งานที่ไม่เสถียร การใช้งานค่อนข้างยาก การไม่รองรับสมาร์ทโฟนรุ่นเก่า ดังนั้น ประชาชนจึงเสนอให้ภาครัฐควรจ้างบริษัทที่เป็นมืออาชีพมาพัฒนาระบบให้มีคุณภาพที่ดี และควรมีคอลเซ็นเตอร์คอยให้บริการตอบคำถามโดยประชาชนมองว่า ธนาคารกรุงไทยดำเนินงานได้ไม่ดี ทั้งการบริหารจัดการระบบแอปพลิเคชันเป๋าตัง และระบบการให้บริการสนับสนุนอื่น ๆ
นอกจากนี้ ภาครัฐควรคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ “คนละครึ่ง” เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยให้ประชาชนเกิดการใช้สอยที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่ง เฟสหนึ่ง ประมาณ 10 ล้านคน รัฐสนับสนุนวงเงินคนละ 3,000 บาท โดยประชาชนกลุ่มที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจำนวนมากได้ใช้สิทธิ์คนละครึ่งไปหมดแล้ว ถึงแม้ในวันที่ 1 มกราคม 2564 ภาครัฐสนับสนุนเพิ่มเติมคนละ 500 บาท ก็คงจะไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก ในขณะที่ภาครัฐได้เปิดให้ผู้ลงทะเบียนใหม่คนละครึ่งเฟสสอง ประมาณ 5 ล้านคน รัฐสนับสนุนคนละ 3,500 บาท ซึ่งอาจจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง แต่ไม่มากเหมือนช่วงเฟสหนึ่ง ทั้งนี้ ประชาชนส่วนหนึ่งเสนอว่า ใน ไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 ภาครัฐควรจัดรูปแบบการให้สิทธิ์ที่แตกต่างกัน โดยให้ประชาชนเลือก 1 รูปแบบ จาก 3 รูปแบบ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และเหมาะสมกับการใช้จ่ายของแต่ละคน ซึ่งจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละรูปแบบมีรายละเอียด ดังนี้
รูปแบบที่ 1 50 : 50 หรือ คนละครึ่ง รัฐสนับสนุน 3,000 บาท ระยะเวลา 3 เดือน 3 ล้านสิทธิ์
รูปแบบที่ 2 60 : 40 ประชาชน 60% รัฐ 40% รัฐสนับสนุน 5,000 บาท ระยะเวลา 3 เดือน 3 ล้านสิทธิ์
รูปแบบที่ 3 70 : 30 ประชาชน 70% รัฐ 30% รัฐสนับสนุน 7,000 บาท ระยะเวลา 3 เดือน 3 ล้านสิทธิ์
ทั้งนี้ การดำเนินโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลายโครงการเป็นโครงการที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนฐานราก ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ภาครัฐขาดกระบวนการคิดที่รอบด้าน และไม่มีระบบแผนงานที่รัดกุม รวมถึงขาดแผนสำรองเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น ทั้งนี้ ประชาชนส่วนหนึ่งมองว่า หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบในโครงการฯ ขาดความรู้ ความเข้าใจ ในระบบและกลไกของธุรกิจเอกชน ทำให้การกำหนดกฎเกณฑ์ เงื่อนไขต่าง ๆ เปิดช่องโหว่ให้ผู้ประกอบการที่ไม่ซื่อสัตย์ ฉกฉวยโอกาสเพื่อหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากโครงการฯ ทำให้เสียงบประมาณขอ