1) แก้ปัญหาราคายางตกต่ำ 2) ชดเชยราคายาง 3) ดูแลคุณภาพชีวิตชาวสวนยาง 4) ลดต้นทุนขบวนการผลิต 5) ลดค่าครองชีพชาวสวนยาง และ 6) ขึ้นทะเบียนชาวสวนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่การเรียกร้องนี้รัฐบาลมองว่าไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางได้อย่างถาวร ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่มีนโยบายการแทรกแซงราคายาง แต่ส่งเสริมให้เกษตรกรทำอาชีพเสริม รวมถึงหารายได้อื่น ๆ เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้
ทั้งนี้ หากรัฐบาลปัจจุบัน และรัฐบาลที่จะเข้ามาในอนาคตไม่เข้าไปแทรกแซง ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาด แต่ให้การช่วยเหลือด้านอื่น ๆ เกษตรกรชาวสวนยางก็จะเกิดการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด และเมื่อถึงจุดนั้น อุปสงค์และอุปทานจะเกิดความสมดุลกัน ประกอบกับหากเศรษฐกิจโลกมีการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ราคายางพาราอาจจะปรับขึ้นถึงร้อยบาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากในช่วงที่ราคายางตกต่ำ ปริมาณยางที่ผลิตออกมาทั้งโลกสามารถขายได้ทั้งหมด และยอดขายล้อรถยนต์มีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 3-5% อีกทั้งพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกยางในประเทศไทยได้ทำการปลูกยางหมดแล้ว
นอกจากนี้เกษตรกรสวนยางจำนวนหนึ่งได้โค่นต้นยางพารา เพื่อปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนเร็วและคุ้มค่ากว่า อีกทั้งเกษตรกรบางส่วนได้หันไปประกอบอาชีพอื่น ๆ ทดแทน เนื่องจากมีรายได้สูงกว่าการกรีดยาง การหาทางออกให้กับยางพาราไทยต้องหาวิธีการในการนำยางส่วนหนึ่งที่เป็นผลผลิตมาใช้ในประเทศให้มากขึ้น ทั้งนี้ภาครัฐ เอกชน และชาวสวนยางควรร่วมมือกันพัฒนาสินค้ายางพาราให้เป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำให้มากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางพารา อีกทั้งนักวิชาการ และนักวิจัยทั้งหลายต้องช่วยทำการศึกษาและวิจัยเพื่อค้นหาว่ายางพาราสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใดได้บ้าง และต้องการให้ภาครัฐบาลหน่วยงานใดส่งเสริม สนับสนุนอย่างไร อีกทั้งภาครัฐต้องบริหารจัดการพื้นที่ปลูกยางอย่างเหมาะสม พื้นที่ใดเหมาะสมที่จะปลูกยางก็สนับสนุนเฉพาะพื้นที่ นอกจากนี้ควรมีการร่วมมือระหว่างบริษัทร่วมทุนต่างประเทศในการเข้ามาตั้งฐานการผลิต แปรรูปยางเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตามทางออกที่เกษตรกรสามารถทำได้ขณะนี้ คือ การปรับตัว ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ปลูกพืชอื่นแซมเพื่อเพิ่มรายได้ มุ่งเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตยางพาราต่อไร่ให้สูงขึ้น โดยช่วง 5 ปีนี้หากอดทนได้ อนาคตข้างหน้าทางรอดยางพาราไทย ต้องเห็นแสงไฟที่ปลายอุโมงค์อย่างแน่นอน...