ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคภาคครัวเรือนในพื้นที่ภาคใต้ เดือนกุมภาพันธ์ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม 2559 โดยความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน และโอกาสในการหางานทำ ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 ส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง และมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญอื่นในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามแม้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ความเชื่อมั่นต่อการใช้จ่ายรวมแทบทุกด้านปรับตัวลดลง ทั้งรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า รายจ่ายที่เกี่ยวข้องด้านอสังหาฯ และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงระมัดระวังในเรื่องของการใช้จ่ายเงิน
ขณะที่ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง คิดเป็นร้อยละ 67.8 และ 67.3 ตามลำดับ มีเพียงร้อยละ 16.5 และ 19.9 ที่คาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงาน ในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะปรับเพิ่มสูงขึ้น ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายด้านอื่นๆ ส่วนใหญ่คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน และโดยเฉพาะด้านรายจ่ายที่เกี่ยวข้องด้านอสังหาฯ ซึ่งมีเพียงร้อยละ 16.7 ที่เชื่อว่าจะปรับเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากความกังวลต่อเหตุการณ์ความไม่สงบ จากเหตุการณ์คาร์บอม จังหวัดปัตตานี และเป็นเพราะประชาชนส่วนหนึ่งไม่เชื่อมั่นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีความพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ก็ตาม
โดยปัจจัยที่ประชนชนส่วนใหญ่มองว่ามีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมากที่สุด คือ การว่างงาน คิดเป็นร้อยละ 21.1 รองลงมา คือ หนี้สินครัวเรือน ค่าครองชีพ และการเมือง คิดเป็นร้อยละ 17.4 15.7 และ 14.0 ตามลำดับ ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ารัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือเป็นอันดับแรกคือ เศรษฐกิจทั่วไป รองลงมา คือ การว่างงาน ค่าครองชีพ และหนี้สินครัวเรือน ตามลำดับ